15.6 C
New York
วันศุกร์, พฤษภาคม 14, 2021

Buy now

จรัส สุทธิกุลบุตร “ทุกอย่างมีเบื้องหลังทางเศรษฐกิจ”

จรัส สุทธิกุลบุตร เป็นคนไทยเชื้อสายจีนในยุคเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสมัยใหม่ อายุ 28 ปี ดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเติบโตทำงานเป็นเลขาหอการค้า ประธานหอการค้า ประธานหอการค้าภาคเหนือเขต 2 กรรมการหอการค้าไทย กรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานและผู้บริหาร บริษัทประชารัฐรักสามัคคีพะเยา (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด มีบทบาทในการทำการตลาด สร้างแบรนด์สินค้า จรัส สุทธิกุลบุตร เข้าใจธุรกิจ มองเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดพะเยามาตั้งแต่ยุคเริ่มแรก

คนไทยเชื้อสายจีนยุคเปลี่ยนผ่าน

ผมเกิดเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในยุคการเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนจากสังคมคนรุ่นเก่าสู่สังคมคนรุ่นใหม่ สัมผัสผู้หลักผู้ใหญ่ในช่วงบุกเบิกธุรกิจ การค้าขายยุคสมัยนั้น การพูดคุยเจรจาตกลงคุยกันจบภายในสมาคมพะเยา (สมาคมศาลเจ้าพะเยา) ยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลง การจัดกิจกรรม การทำธุรกิจ มีหลายองค์กรเข้ามาเกี่ยวข้อง มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม

ผมโชคดีที่ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน ผมเรียนโรงเรียนประชาบำรุง เรียนต่อที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เรียนปริญญาตรีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียนปริญญาโทมหาวิทยาลัยนเรศวร การเรียนช่วยเปิดโลกทัศน์เพราะโลกยุคสมัยก่อนไม่มีอุปกรณ์สื่อสารเหมือนปัจจุบัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สอนให้ผมทำงานหลายรูปแบบ ไม่มีอะไรตายตัว เรากลายเป็นนักกิจกรรมที่เข้าใจบริบทต่างๆ ได้ง่ายขึ้น หลังเรียนจบมาประกอบธุรกิจในพะเยา คนรุ่นผมที่เป็นเด็กต่างจังหวัดเมื่อมีโอกาสศึกษาในเมืองหลวงหรือต่างประเทศไม่ค่อยกลับมาอยู่บ้านเกิด แต่ผมกลับพะเยาในขณะที่เมืองพะเยากำลังโต ทำให้ผมมองเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจพะเยา

ผมอายุ 28 ปี ทำงานด้านการบริหารตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพะเยา เรียนรู้เรื่องงานบริหารราชการท้องถิ่น การเป็นผู้บริหาร การเป็นผู้นำ ตลอดจนการนำเสนอในการประชุมระดับประเทศ เช่น การประชุมสันนิบาตชาติ งานด้านนิติบัญญัติ ผมมีโอกาสสัมผัสงานรัฐสภา สภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาเทศบาล งานด้านตุลาการ ผมมีโอกาสทำงานเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว เป็นผู้ประนีประนอมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของศาล  มีประสบการณ์สัมผัสงานในอำนาจอธิปไตยในระบบประชาธิปไตยของประเทศ คือ งานด้านการบริหาร งานด้านนิติบัญญัติ และงานด้านตุลาการ ครบถ้วน

งานภาคเอกชน ผมมีโอกาสทำงานเป็นเลขาหอการค้า ประธานหอการค้า ประธานหอการค้าภาคเหนือตอนบนเขต 2  กรรมการหอการค้าไทย กรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มีโอกาสทำงานในระดับพื้นที่ทั้งในส่วนภูมิภาค ระดับประเทศ และกับต่างชาติ ทำให้มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเศรษฐกิจแบบมหาภาคและจุลภาค การค้าชายแดน การวาง position ของเมืองและของประเทศ งานด้านสังคมผมได้ทำงานผ่านองค์กรโรตารี่ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนในระดับสากล และการทำงานผ่านองค์กรภาคประชาสังคมทำให้เจอผู้คนหลากหลาย เป็นประโยชน์ในการประสานเชื่อมโยงให้การทำงานเพื่อสังคมประสบผลสำเร็จ

ผมให้ความสำคัญเรื่องการศึกษา  ผมมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาด้านต่างๆ โดยเริ่มต้นจากพัฒนาคน พัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ  ผมได้มีโอกาสเข้าไปเป็นคณะกรรมการหลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนพะเยาพิทยาคม โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ โรงเรียนฟากกว๊าน หรือเคยเป็นผู้บริหารผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนประชาบำรุง ในยุคที่ต้องฟื้นฟูการบริหารงานโรงเรียนให้เติบโต ต้องทำให้สินทรัพย์ของโรงเรียนทั้งตัวนักเรียน ครูอาจารย์บุคลากรตลอดจนทรัพย์สินให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เพื่อตอบสนองรับใช้สังคม มีการสร้างอาคารประชาคมเพื่อประโยชน์การเรียนการสอนและใช้บริการสังคมในการจัดงานต่างๆ นอกจากนั้นยังได้ดึงมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงรายมาใช้สถานที่ของโรงเรียนประชาบำรุง เพื่อทำการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีและปริญญาโท

ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจที่เข้มแข็งต้องมีฐานรากที่เข้มแข็งด้วยจึงจะเกิดความยั่งยืน ในปี 2534 สมัยบริหารเทศบาลเมืองพะเยาได้จัดระเบียบพ่อค้าแม่ค้าตามแนวชายกว๊านพะเยา ซึ่งขณะนั้นยังเป็นหาบเร่อยู่ ให้พัฒนามีหลักแหล่งเป็นร้านค้าที่ทันสมัยรองรับนักท่องเที่ยวและผู้มาใช้บริการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดย่านเศรษฐกิจที่สำคัญตลอดแนวชายกว๊าน ปี 2544 ริเริ่มทำตลาดนัดกลางคืนหอการค้าแฟร์ เพื่อเป็นกิจกรรมค้าขายภาคกลางคืน ตลอดจนเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเริ่มกิจการค้าขาย เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากผลพวงปัญหายุคต้มยำกุ้งที่มากระทบเศรษฐกิจในต่างจังหวัด เรียกได้ว่าตลาดนัดกลางคืนหอการค้าแฟร์เป็นตันตำรับถนนคนเดินในปัจจุบัน  ในปี 2554 ภาคเอกชนได้ผลักดันเรื่องการยกระดับด่านชั่งคราวบ้านฮวก ให้เป็นด่านถาวรบ้านฮวก อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เพื่อเป็นประตูเศรษฐกิจของพะเยาสู่สากล (AEC , GMS ) จนคณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการ ปี 2555  และมาเปิดเป็นด่านถาวรสำเร็จให้ปี 2561 

สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติถึงบริษัทประชารัฐฯ

ยุค คสช. ผมเป็นตัวแทนจังหวัดพะเยาเข้าเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตอนนั้นเกิดคำว่าเศรษฐกิจฐานราก คือทำจากข้างล่าง ทำเศรษฐกิจพะเยา ผมเริ่มบุกเบิกเรื่องประชารัฐที่กำหนดให้แต่ละจังหวัดจัดตั้งบริษัทไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อทำการตลาดให้กับเศรษฐกิจฐานราก เหมือนกับยุคของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่เริ่มก่อตั้งหอการค้า ซึ่งผมเคยทำงานหอการค้ามาแล้วเลยมีแนวทางมีประสบการณ์ บริษัทประชารัฐรักสามัคคีพะเยา (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ผมควบสองตำแหน่งคือ ประธานและผู้บริหาร หลักการบริหารคือไม่เอาข้อบังคับเรื่องนโยบายเป็นหลักแต่เน้นบริบทของสังคม บริษัทประชารัฐฯ สามารถเจรจากับภาครัฐหรือเอกชน ได้รับรางวัลระดับประเทศหลายรางวัล

เศรษฐกิจฐานรากสอนผมเยอะ หลักการคือ 1.ต้องเป็นความต้องการอย่างแท้จริง  2.มีคนทำงานต่อเนื่องหรือต้องมีคนขับเคลื่อน  3.ต้องเป็นบริบทของคนในพื้นที่ไม่มีความแปลกแยก เหมือนคนอยากอบรมเรื่องกล้วฉาบซึ่งเขามีความต้องการหารายได้แต่เห็นว่าเราเคยเปิดอบรมการทำกล้วยฉาบก็เลยอยากอบรม ผมบอกว่าจะไปขายให้ใคร จะไปขายที่ไหน และจะขายราคาเท่าไหร่ ยังไม่เหมาะเพราะตอนนี้มีกล้วยฉาบมีขายเต็มไปหมด นอกจากนั้นในพื้นที่ก็ไม่ได้ปลูกกล้วย ต้องนำกล้วยมาจากที่อื่นทำให้ต้นทุนสูง น่าจะพัฒนาอาชีพจากต้นทุนในพื้นที่ก่อน อย่างนี้เป็นต้น   

ปัจจุบันบริษัทประชารัฐฯ ทำงานมา 5 ปี บางคนบอกเหมือนกับพัฒนาชุมชน ความจริงแตกต่างกัน  เพราะเรามองจากโอกาสทางการตลาดมาก่อน เราฝึกชุมชนให้ยืนบนขาตัวเองหรือบนความเป็นจริง เราทำงานแบบไขว้มิติองค์ความรู้ หากมองสินค้า 9 อำเภอ ยังมีสินค้าหลายตัวที่พัฒนาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผ้า การทอการตัดเย็บเพื่อเข้าสู่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย สินค้าหัตกรรมที่ผ่านวิถีชุมชน เราสามารถมาต่อยอดสร้างเป็นสินค้ามูลค้าเพิ่มที่สูงขึ้น เพียงมีการออกแบบให้โดนใจผู้บริโภค มีช่องทางการนำเสนอ และเติมเต็มในความต้องการ เช่น งานจักสานไม้ไผ่ งานจักสานผักตบชวา  ถ้าเรานำ 2 งานมาร่วมออกแบบให้เป็นสินค้าที่คนปัจจุบันใช้ได้ก็จะเกิดตลาดใหม่ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้   

การสนับสนุนการตลาดเรื่องข้าว ด้านผลผลิตเรามีหลากหลายแต่มีกำไรไม่มาก ทำให้เจ้าของขาดแรงจูงใจ บริษัทประชารัฐฯ ช่วยเหลือด้วยการรีแบรนด์สร้างภาพลักษณ์สินค้าใหม่ แทรกแทรงตลาดเพื่อให้สินค้ามียอดขายเพิ่ม พื้นที่ปลูกข้าวอำเภอจุนและอำเภอเชียงคำ  เราใช้เรื่องราวของแม่น้ำอิงที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ตอนนี้ข้าวจังหวัดพะเยาสามารถขายได้ง่ายกว่าเดิม ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในการทำการตลาดมากขึ้น ผมบอกตลอดว่าถ้าเป็นไปได้ ให้บริหารจัดการข้าวแบ่งเป็นสามกอง กองแรกขายตอนเก็บเกี่ยวข้าวเป็นข้าวสดเพราะต้องรีบนำเงินไปลดภาระต่างๆ กองที่สองสำหรับขายส่งเป็นข้าวเปลือกในระยะต่อมาซึ่งจะข้าวได้ราคาเพิ่มขึ้นกว่าการขายเป็นข้าวสด กองที่สามขายเป็นข้าวสารมีแบรนด์ เพื่อสร้างอัตตลักษณ์ทำให้เราขายข้าวได้ง่ายขึ้น และหากสามารถขายสินค้าคู่กับการท่องเที่ยวจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าได้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งใส่นวัตกรรมเพื่อแปรรูปข้าวเป็นสินค้าในรูปแบบอื่นๆ

ทุกอย่างมีเบื้องหลังทางเศรษฐกิจเป็นเหตุเป็นผลอยู่เสมอ

ผมพยายามเปลี่ยนวิธีคิดการทำสินค้าให้กับกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก คิดออกนอกกรอบแล้วเข้ามาสู่ในกรอบ ใครจะนึกว่าสินค้าข้าวมันไก่ป้าแก้ว ป้าคำ ขายจานละ 30 บาท เมื่ออยู่ในระบบลอจิสติเดลิเวอรี่สามารถขายได้ในราคา 50 บาท ใครจะนึกว่าคนเขียนแอพลิเคชั่นร้านกาแฟจะสามารถขายกาแฟได้ทั้งที่ไม่มีร้านกาแฟ พูดถึงเรื่องกาแฟพะเยามีการส่งเสริมการปลูกกาแฟอย่างเงีบบๆ กาแฟบ้านเรารสชาติดี  แต่เม็ดส่วนใหญ่ส่งขายดอยช้างเชียงราย ตอนนี้คนดื่มกาแฟร้อยละ 30 รู้แล้ว่าจังหวัดพะเยามีกาแฟดี เหมือนการรับรู้เรื่องลิ้นจี่ คนส่วนใหญ่คิดว่าลิ้นจี่ต้องจังหวัดเชียงราย ความจริงพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ก็คือพะเยาซึ่งอดีตคืออำเภอเมืองเชียงราย

ผมเชื่ออยู่เสมอว่าทุกเรื่องในสังคมเรามีเหตุผลด้านเศรษฐกิจอยู่ในนั้น คนทำความสะอาดถนนทำให้เกิดความสะอาด เมื่อสะอาดก็มีคนมาเที่ยวทำให้เกิดการจับจ่าย ทุกอย่างมีเบื้องหลังทางเศรษฐกิจเป็นเหตุเป็นผลอยู่เสมอ ดังนั้นการแก้ปัญหาทุกอย่างต้องมีมุมมองทางเศรษฐกิจเข้าไปแก้ไขด้วย เราต้องสร้างความยั่งยืนให้กับคนในชุมชน แบ่งปันกันอย่างไรให้ยุติธรรม การแบ่งผลประโยชน์มันไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจแต่เป็นการสร้างความยั่งยืน สินค้าถ้ามีความแตกต่างมีเรื่องราวก็ขายได้ เพียงแต่เราต้องยอมรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ถ้าเรายอมรับความไม่แน่นอนได้ก็ถือว่าเราเปิดโอกาสให้ตัวเองที่จะพัฒนาเติบโต

ร.ต.อ.ทรงวุฒิ  จันธิมา (กระจอกชัย)

Related Articles

Stay Connected

21,951แฟนคลับชอบ
2,768ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -

Latest Articles