Motocross หรือ “โมโตครอส” เป็นกีฬาสากลระดับโลกใช้มอเตอร์ไซค์ขับขี่แข่งขันบนทางวิบาก เมืองไทยของเรามีการจัดการแข่งขันโมโตครอสรายการระดับโลกหลายครั้ง แสดงให้เห็นถึงความนิยมในกีฬาโมโตครอสที่มีมากของคนไทย จังหวัดพะเยาแม้เป็นเพียงจังหวัดเล็กแต่ความนิยมการแข่งขันกีฬาโมโตครอสมีอยู่มิน้อยกว่าจังหวัดอื่น โดยเฉพาะในอำเภอเชียงคำจังหวัดพะเยา มีผู้นิยมในกีฬาประเภทนี้อยู่จำนวนมาก

“ศราวุฒิ พรศิระ” เป็นคนหนึ่งซึ่งมิเพียงชื่นชอบแต่เขายังสืบสายเลือดนักแข่งโมโตครอสมาจากพ่อ “นายอุดม พรศิระ” ขับขี่รถโมโตครอสแข่งขันในสนามแข่งพร้อมกับพี่ชาย “นายกฤษติพงษ์ พรศิระ” ควบจักรยานยนต์วิบากแข่งขันในสนามแข่งขันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ  กวาดรางวัลมาหลายสนามแข่ง รางวัลสูงสุดซึ่งนับเป็นความภูมิใจของครอบครัวครัว คือ รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งรายการไทยแลนด์ซุปเปอร์ครอส ปี 2007 สนามนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

“พะเยาบิส” ขอนำเสนอบทสัมภาษณ์ “ศราวุฒิ พรศิระ” ยอดนักขับโมโตครอสจังหวัดพะเยา บทสัมภาษณ์และภาพถ่ายโดย หนุ่ม ภูซาง

เริ่มขับโมโตครอสตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมเริ่มชอบกีฬาโมโตครอสตั้งแต่อายุ 7 ขวบ พ่อพาผมไปดูการแข่งขันของพี่ชาย ทุกสนามแข่งที่พี่ชายผมลงแข่งมักจะได้รางวัลเพราะการขับขี่ของพี่ชายผมเร้าใจเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคนรวมถึงตัวผมเองครับ บางครั้งเวลากลับถึงบ้านยังแอบฝันว่าได้ขี่รถโมโตครอส ต่อมาคุณพ่ออุดม พรศิระ เริ่มให้ผมลองหัดขับรถครับ

เริ่มจากรถแข่งขนาดเล็กที่เรียกว่า รถ 50 cc. ครั้งแรกก็รู้สึกกลัว เวลาหัดขี่ก็ล้มบ้าง รถดับบ้าง เมื่อความรู้สึกกลัวจางหาย มันกลับกลายเป็นเด็กที่กำลังบ้าเห่ออยากได้จักยานใหม่ป้ายแดง (หัวเราะ) จากนั้นผมใช้เวลาหัดขับรถอยู่ประมาณ 6 เดือนครับ ทั้งพ่อและพี่ชายสอนเทคนิคการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการออกตัว การเข้าโค้ง ขึ้นเนินหรือลงเนิน ทุกอย่างเป็นทักษะพื้นฐานที่ต้องเรียนรู้ครับ หลังจากนั้นพ่อก็ได้พาผมไปลองขี่สนามโมโตครอสจริง ๆ

ผมเริ่มการแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2544  ณ สนามแข่งขันวิบากอนุสรณ์ผู้เสียสละ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา คนมาเชียร์ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนของพ่อและแม่ ส่วนพี่ชายจะยืนตะโกนอยู่ข้างสนามตลอดเวลา ลงแข่งครั้งแรกไม่ติดอันดับใดเลยแต่สนุกมากครับ หลังจากวันนั้นผมก็ฝึกฝนอยู่เรื่อยๆ แล้วก็ตระเวนแข่งขันสนามแข่งต่างจังหวัดบ่อยครั้งมากขึ้น

โมโตครอสเป็นกีฬาอันตรายเคยบาดเจ็บหรือไม่

เคยครับ จำความได้ว่าบาดเจ็บช่วงเปลี่ยนรถ จากรถจักรยานยนต์ขนาด 50 cc. เป็น 85 cc.หรือรถสูตรครับ ช่วงฝึกซ้อมอยู่หลังบ้าน พ่อบอกผมว่าต้องเริ่มหัดกระโดดเนินแล้ว การขับขี่มันไม่เหมือนขับรถคันเล็กที่ขับขี่ไต่เนินอย่างเดียว เมื่อเริ่มฝึกซ้อมก็เกิดอุบัติเหตุ ตอนนั้นผมขับรถกระโดดเนินแล้วลงมาไม่ถูกจังหวะจนทำให้แขนหักต้องพักรักษาตัวประมาณ 6 เดือน เมื่อแม่ทราบก็ห้ามผมขับรถอีกแต่ด้วยความชอบจะหยุดได้ยังไง (หัวเราะ)

การแข่งขันที่ได้รับรางวัล

สำหรับการแข่งขันหลายรายการซึ่งจัดขึ้นตามต่างจังหวัด เวลาลงแข่งผมได้รับรางวัลมาตลอด เงินรางวัลส่วนหนึ่งก็นำมาเป็นทุนการศึกษา อีกส่วนเก็บไว้บำรุงรักษารถเพราะรถสูตรวิบากเวลาซ่อมแซมอะไหล่แพงมาก อะไหล่บางตัวต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ สำหรับรายการซึ่งเป็นความภูมิใจของผมและครอบครัวคือ รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งรายการไทยแลนด์ซุปเปอร์ครอส ปี 2007 สนามนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม  ตอนนั้นลงแข่งอยู่สองประเภท ได้รางวัลสองถ้วยรางวัล รู้สึกดีใจมาก เพราะเป็นการแข่งขันระดับประเทศ

หยุดลงแข่งเป็นเวลา 7 ปีไปทำอะไร

ผมไม่อยากหยุดเพราะสนุกอยู่กับการแข่งขัน แต่พ่อกับแม่บอกกับผมว่า ให้เรียนให้จบก่อน เพราะสิ่งที่พ่อกับแม่สอนผมอยู่ตลอดคือ บ้านเราไม่ใช่คนร่ำคนรวยไม่มีเงินมากมายที่จะต้องใช้จ่ายไปกับการแข่งขัน ส่วนพ่อผมมีอาชีพเป็นช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ดังนั้นผมจึงต้องหยุดเพื่อทุ่มเทให้กับการเรียนในช่วงเป็นระยะเวลา 7 ปีครับ ว่างจากการเรียนผมก็มาช่วยพ่อซ่อมรถจักรยานยนต์เพราะพ่อซ่อมรถอยู่คนเดียว ผมเรียนรู้จากพ่อจากพ่อมาสมควร เวลาว่างก็จะประดิษฐ์เหยื่อตกเบ็ดปลอมไว้ขาย การตกปลาทำให้ชีวิตเรามีสมาธิมากขึ้น

โมโตครอส / เอ็นดูโร่ / การซิ่งบนถนนให้ข้อคิดอย่างไร

โมโตครอสต้องใช้ทักษะควบคุมรถมากทั้งการออกตัว การเข้าโค้ง การกระโดดเนิน ทุกอย่างสมาธิต้องนิ่งพละกำลังต้องคงสภาพตลอดเวลาเหมือนที่เขาเรียกว่าต้องฟิต หากไม่ฟิตก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุในสนามได้ง่ายครับ ส่วนเอ็นดูโร่เป็นการขับขี่ในป่าครับ ทักษะในสนามไม่ต้องใช้มากเพียงแค่เราต้องใจเย็นกับการขับขี่เพราะการขับขี่ในป่านั้นอันตรายพอสมควรครับ หากไม่ระวังก็อาจจะชนกับต้นไม้ในป่าได้ การขับขี่เอ็นดูโร่หากมองอีกมุมเหมือนเป็นการที่เราได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติ ได้ไปเห็นวิถีชีวิตของชาวเขา ได้ช่วยเหลือเวลาเขาต้องการความช่วยเหลือครับ หากจะเอาการขับขี่ทั้ง 2 อย่างเอามาเปรียบเทียบกับการขบขี่บนท้องถนนนั้นผมบอกเลยว่าต่างกันมาก

บนท้องถนนเราต้องขับขี่อย่างปลอดภัย มันไม่ใช่สนามแข่งขันที่จะมีรถรุ่นเดียวกันอยู่บนถนน เราต้องเจอรถยนต์ รถบรรทุก หรือวัยรุ่นขับขี่หวาดเสียว ผมเลยมองว่าบนถนนหากเราทำตัวเหมือนนักแข่งขันในสนามถ้าไม่เคารพกฎจราจรหรือประมาทสิ่งสุดท้ายคือความตายครับ สิ่งที่ตามมาคือความเสียใจของครอบครัว ผมไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับใคร ถ้าอยากจะแข่งขัน อยากซิ่ง ควรแข่งขันในสนามแข่ง ดีกว่าการแข่งขันกันบนถนน เมื่อพลาดไปแล้วสิ่งที่สูญเสียเอาคืนมาไม่ได้