รสนา โตสิตระกูล เติบโตในครอบครัวคนไทยเชื่อสายจีน เรียนคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มทำงานในกองบรรณาธิการ “ปาจารยสาร” เป็นนักอ่าน นักแปล ซึ่งส่งผลต่อ ความคิด ทัศนคดติ และอุดมการณ์ หลังเรียนจบทำโครงการสมุนไพร ทำวารสารสมุนไพรและกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มนักต่อสู้เคลื่อนไหวในคดีทุจริตยา กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข ถูกศาลพิพากษาจำคุก 15 ปี ยึดทรัพย์ 233.88 ล้านบาท ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 เคลื่อนไหวคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปตท. และ กฟผ. กระทั่ง ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการแปรรูป กฟผ., ใช้กระบวนการยุติธรรมทวงคืนสมบัติของแผ่นดิน กระทั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งแยกทรัพย์สินและคืนท่อก๊าซมูลค่าหลายพันล้านและเป็นประเด็นเคลื่อนไหวต่อสู้จนถึงปัจจุบัน อะไร ? คือ ความคิด ทัศนคดติ และอุดมการณ์  ที่เธอได้รับการปลูกฝังกระทั่งทำให้เธอเป็นหนึ่งในนักต่อสู้เคลื่อนไหวบรรลุเป้าหมายมานานกว่า 50 ปี กลายเป็นแบบอย่างนักเคลื่อยไหวที่ยึดมั่นการต่อสู้และเคลื่อนไหวด้วยแนวคิดการต่อสู้แบบสันติวิธี

บุ่มเพาะอุดมการณ์หลังยุค 14 ตุลา

ครอบครัวดิฉันเป็นคนไทยเชื้อสายจีน เป็นลูกคนสุดท้อง มีลูก 7 คน ตอนนั้นไม่มีความคิดอะไรเป็นพิเศษ ความคิดเริ่มก่อตัวคือช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนที่คบหาสมาคมกันมีความสำคัญในการฟอร์มความคิด ทางสังคม ศาสนา สมัยนั้นทำงานกับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ทำให้สนใจในเรื่องความคิด การกลับมาหารากของสังคมไทย ได้รู้จักกับอาจารย์ พุทธทาส ตอนเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชั้นปี 1 สิ่งที่เราฝังใจ คือ เมื่อก่อนเราไม่ไสนใจพุทธศาสนา แต่ตอนเข้ามหาวิทยาลัยมีงาน “ฝ่าตัดพุทธศาสนา” ได้เห็นถ้อยคำพูดของท่านพุทธทาส “ตัวกูของกู” ก็รู้สึกว่า คำนี้มันแรงกระแทกใจมากเลย ก็เลยสนใจ “สวนโมกข์” และมีโอกาสไปสวนโมกข์ตอนเข้ามหาวิทยาลัยช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา

ช่วงนั้น ต้องยอมรับว่า กระแสสังคม ความตื่นตัวบ้านเมืองมีมากมายมหาศาล เราจึงสนใจเรื่องราวทางสังคม แต่แนวคิดทางสังคมที่เขาสนใจในยุคสมัยนั้นคือ แนวคิดทางฝ่ายซ้าย (มีแนวคิดสนับสนุนความเสมอภาคทางสังคม) แต่เมื่อราได้คบกับเพื่อนที่เป็นลูกศิษย์ ของอาจารย์สุลักษณ์ และสนใจธรรมของอาจารย์พุทธทาส ทำให้แนวคิดของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยความรุนแรง หันมาสนใจเรื่อง การพึ่งตนเอง พุทธศาสนา สนใจเรื่องรากเหง้าของตน

เพื่อนหลายคนที่นิยมฝ่ายซ้าย  ถามเรา  “เดียวนี้รสนาหายไปไหน เดียวนี้ไปอยู่ชมรมพุทธ” เราก็บอกว่า “ไปแสวงหา” เขาก็บอก “แสวงหาอะไรกันเขาค้นพบกันหมดแล้ว” เป็นตัวอย่างซึ่งทำให้เห็นว่า คนยุคนั้น มีคำตอบที่แน่นอน สมัยนั้น การแสวงหา คือ การกลับมาสนใจ เราจะเข้าถึงหลักธรรม และผนวกหลักธรรมเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้อย่างไร เมื่อเราอยู่กับเพื่อนที่สนใจแนวความคิดแบบนี้ เราก็มีโอกาสอยู่ในคณะบรรณาธิการ สมัยนั้น เขาเรียกว่า “สาราณียกร” ของหนังสือ “ปาจารยสาร” การเข้ามาอยู่ทีมสารณียกร ทำให้มีโอกาสอ่านหนังสือค่อนข้างเยอะ หนังสือแนวความคิดของคานธี หนังสือแนวความคิดทางด้านสิ่งแวดล้อม ขีดจำกัดการพัฒนาของโลก ทำให้สนใจมิติต่างๆ ในลักษณะที่กว้างขึ้น

เมื่อทำงานหนังสือ เราเป็นส่วนหนึ่งของการแปลหนังสือ หนังสือที่เป็นแนวความคิดใหม่ ตั้งแต่ยุคนักศึกษาเราก็ เขียนบทความ แปลบทความ หนังสือของท่าน ติช นัท ฮันห์  ลงตีพิมพ์เผยแพร่ใน วารสารปาจารยสาร ปัจจุบัน หนังสือก็ยังอยู่ สืบต่อกันรุ่นต่อรุ่น แนวของหนังสือก็เป็นไปตามยุคสมัย ยุคของเราทำเรื่องของสันติวิธี ฯลฯ เพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น พระไพศาล วิสาโล สมัยท่านเรียนมัธยม ท่านก็มาเยี่ยมเยือน หรือ พจนา จันทรสันติ , วิศิษฐ์ วังวิญญู หลายคนเป็น นักคิด นักเขียน

นักเขียน นักแปลง นักปฏิวัติ! ความคิด  

หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยก็มาทำงาน ทำโครงการเล็กๆ ชื่อ โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง เป็นโครงการที่ริเริ่มกัน 2 คน เพื่อนเป็น เภสัชกร เรียนจบมหาวิทยาลัยมหิดล ชื่อ คุณสุพจน์ อัศวพันธุ์ธนกุล เขาก็เป็นเภสัชกร ที่สนใจเรื่องสังคม ไม่อยากทำงานในระบบ ก็ชวนมาทำโครงการเพื่อฟื้นฟูเรื่องยาสมุนไพร การดูแลสุขภาพ โดยกลับไปหาแนวทางแบบดั้งเดิม ตอนนั้น บอกว่าจะช่วยทำงาน 2 ปี เขาบอกว่า ช่วง 2 ปี อย่าลาออกนะ ให้อยู่ช่วยจนกว่าโครงการจะไปได้ โครงการนี้ได้ทุนสนับสนุนจากมูลนิธิโกมลคีมทอง ซึ่ง อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นประธานมูลนิธิ รุ่นพี่เราอย่าง ดร.พิภพ ธงไชย ,ดร.วินิจ เกษม เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สุลักษณ์ฯ ซึ่งเราคบหาสมาคมกัน ทำโครงการสุมนไพรพึ่งตนเอง ตั้งแต่ พ.ศ.2523 ที่สัญญาว่าจะทำมา 2 ปี ก็ทำมาเกิน 20 ปี ปัจจุบันก็ยังเป็นกรรมการ โครงการสมุนไพรอยู่มายาวนาน 16 ปี ก่อนเป็นมูลนิธิสุขภาพไทย

สมัยนั้น เริ่มต้น ปลูกต้นไม้ ทำสวนสมุนไพร ก็คุยกับเพื่อนที่ทำโครงการว่า เราลองมาคิดกันใหม่ดีมั้ย เราไปตั้งหลักกรุงเทพฯ แล้วเราก็กลับมาคิดกันว่า เราควรจะใช้กำลังความรู้ความสามารถของตน เช่น สุพจน์ มีความสนใจ เรื่องการรักษา ส่วนเราจบมาเรื่องสิ่งพิมพ์ เราก็จะกระจายความรู้ให้กับสังคมจะดีหรือไม่ สมัยนั้น พระสงฆ์ เป็น Change Agent (ตัวแทนการเปลี่ยนแปลง) พระเป็นตัวแทนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ยุคแรก เราทำข่าวสารสมุนไพร เราทำด้วยโรเนียว ส่งให้กับพระประมาณ 200 รูป ช่วงหลังวารสารที่เราแจกฟรี เรานำมารวมเป็นเล่ม พิมพ์แบบ เลตเตอร์เพรส (Letterpress) จนมาเป็นการพิมพ์แบบ ออฟเซ็ต (Offset Printing) แล้วก็เป็นหนังสือที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยให้ความสนใจ เพราะสมัยนั้น คนมาทำงานสมุนไพร มีน้อย งานที่เราทำ คือ การเก็บข้อมูลจากชาวบ้าน หรือ บางทีก็เป็นการพูดคุย เก็บข้อมูลกับชาวบ้านว่า เขารู้จักสมุนไพรในการรักษาโรคอะไรบ้าง  

ตอนนั้น อยู่ที่หมู่บ้านห้วยหิน จังหวัดทระเชิงเทรา ผู้ใหญ่นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม เป็นชาวไร่ ชาวนา ผันตัวมาทำวรรณเกษตร คือ ถ้าทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่กำลังส่งเสริมกัน ผู้ใหญ่นายวิบูลย์เชื่อว่า จะทำให้ร่ำรวย แต่กว่า 20 ปีที่ทำไร่ ก็สรุปได้ว่า ไม่มีทางที่จะเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้ คุณจะเอาชนะแมลง แมลงก็ดื้อยา จนในที่สุดก็เปลี่ยนใจ ขายที่ดินจำนวนเกือบ 200 ไร่ เพื่อปลดหนี้ เหลือ 9 ไร่ เพื่อกินเพื่อใช้ในครอบครัว ถือเป็นการปฏิวัติความคิดแบบเล็กๆ เพราะเราถกเถียงกันมาตลอด แล้วเราก็คิดว่า ชาวไร่ที่เข้าถึงเทคโนโลยีพวกนี้ได้ ก็จะสามารถร่ำรวยได้ การปลูกพืชจำนวนมากๆ เพื่อขาย ไม่มีทางที่จะทำให้ชาวนารวย เพราะยิ่งปลูกมากของก็ยิ่งถูก เป็นเรื่อง ดีมานด์ – ซัพพลาย ดิฉันทำงานโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง เก็บรวบรวมความรู้ของชาวบ้าน ส่วนสุพจน์ เขาก็มีความรู้และสนใจทางวิทยาศาสตร์ นำมาความมาผสมผสานกัน ทำให้รู้ว่า ต้นไม้ที่ชาวบ้านใช้ หรือในต่างประเทศ มีการค้นคว้าศึกษาอย่างไรบ้าง

ยุคสมัย พ.ศ.2528 เราพิมพ์สมุนไพรเรื่องฟ้าทะลายโจร พิมพ์ครั้งที่ 3 พิมพ์ครั้งแรกก พ.ศ. 2525-2526 ปัจจุบัน ตอนเจอโควิด พ.ศ.2563 เรานำความรู้เข้ามารักษาผู้ป่วย ฟ้าทะลายโจรกลายเป็นความรู้ที่คนสนใจนำมารักษาโควิด ตอนนั้น พวกเราผลักดัน สมุนไพรเข้าไปในบัญชียาหลักได้ 1 ตัว ทำงานในชุมชนกับชาวบ้าน โรงพยาบาล อำเภอ เพื่อให้นำสมุนไพรใช้กับผู้ป่วย พ.ศ.2523-2541 ยุคนั้น เราแปลหนังสือร่วมกับเพื่อน ชื่อหนังสือ “จุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัย” เป็นแนวความคิดใหม่ซึ่งนักฟิสิกส์คนหนึ่งชื่อ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า (Fritjof Capra) เขาเขียนหนังสือเรื่องเต๋า กับ ฟิสิกส์

ฟริตจ๊อฟ คาปร้า สนใจในแนวความคิดตะวันออก ทำให้เขามองเห็นว่า แนวความคิดทางตะวันออกไม่มีอะไรคงที่ เมื่อความคิดสุดโต่งก็จะไปอีกทาง เหมือนหยินหยาง ไม่ได้บอกว่าอะไรดีกว่ากันแต่เป็นความสมดุล สิ่งที่แข็งกับสิ่งที่อ่อน แล้วเขาก็พัฒนาแนวความคิดออกมาในเรื่องของยุคสมัยที่เข้าควบคุมธรรมชาติและทำลายธรรมชาติมากเกินไป เรียกเป็นภาษาธรรมว่า ปุริสภาวะ (Purisabhava) ความเป็นชายเข้มข้นมากเกินไปทำให้เกิดจุดเปลี่ยน เขาแจกแจงเรื่องสุขภาพที่เคยคิดเกี่ยวกับการแพทย์ตะวันตก เปลี่ยนมาเป็นแนวคิดของการแพทย์ตะวันออกมากขึ้น เหมือนโลกเปลี่ยนจากที่เคยสุดโต่งมากเกินไป

เราแปลหนังสือ ตั้งแต่ 2526-2527 คือ ระหว่างการทำงาน เราแปลหนังสือของ ซาโนบุ ฟูกูโอกะ “ปฏิวัติด้วยฟางเส้นเดียว”  (The One-Straw Revolution) ตลอดชีวิตในช่วงที่ผ่านมา พัฒนาการในเรื่องของความสนใจ พุทธศาสนา สังคม หนังสือมีส่วนสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา แนวความคิดของ มหาตมา คานธี หรือ ซาโนบุ ฟูกูโอกะ ก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ เปลี่ยนมาสนใจทางด้านการเกษตร เป็นเกษตรที่ เรียนกว่า “อกรรม” ไม่มีการไถพรวน ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง ไม่มีการใช้ยากำจัดศัตรูพืช ไม่ทำปุ๋ยหมัก คือทำให้การเพาะปลูกเป็นไปตามแนวทางธรรมชาติ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คำว่า “เกษตรกรรม” ไม่ใช่การเพาะปลูกพืชผล แต่เป็นการบ่มเพาะความสมบูรณ์ของการเป็นมนุษย์

หลังจากแปลหนังสือ เราหาทางไปไร่ของฟูกูโอกะ สมัครฝึกอบรมที่ญี่ปุ่น 9 เดือน ศึกษาเรื่องเกษตรอินทรีย์ 9 เดือน ในช่วง 1 เดือนเขาให้เราเลือกฝึกอบรมในไร่ เราถือโอกาสเลือกทำงานในไร่ของฟูกูโอกะ เราขอทุนเพื่ออยู่ที่ไร่ของฟูโอกะยาวนานขึ้น ตอนนั้น เรียนรู้เรื่องเกษตรกรรมและทำงานอยู่ในไร่ของฟูกูโอกะ รวมระยะเวลาที่อยู่ญี่ปุ่น 1 ปี 5 เดือน หนังสือของฟูกูโอกะให้แรงบันดาลใจกับคนจำนวนมาก หลังกลับจากไร่ก็มีโอกาสพาฟูกูโอกะมาเมืองไทย มูลนิธิเด็กสนับสนุนทุน  มูลนิธิโกมลคีมทอง อาจารย์ประเวศ วะสี ทุกคนสนใจกรณีนี้เป็นอย่างมาก

ฟ้องศาลปกครอง เปิดโปง! ทุจริตยา

ภายหลัง พ.ศ. 2541 หลังเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” เกิดกรณีการจัดซื้อยาในกระทรวงสาธารณะสุข คือในช่วงเวลานั้น เกิดวิกฤติเศรษฐกิจมีการตัดงบประมาณ รอจนกว่ารัฐบาลกู้เงินจาก IMF ช่วงนั้น ก็มีข่าวร่ำลือว่า มีการทุจริตจัดซื้อยา เอาเงินสำหรับซื้อยาให้คนจน ตอนนั้น ดิฉันก็ยังไม่ได้สนใจอะไร แต่คุณคุณพิภพ ธงไชย เป็นประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) มีชื่อเสียงมาก กลุ่มแพทย์ที่เคลื่อนไหวเรื่องการทุจริตถูกผู้บริหารดำเนินการทางวินัยเพื่อหยุดยั้งหมอชนบท คุณหมอมาหาพวกเราเพื่อให้ช่วยจัดการเรื่องนี้ คุณหมอทำงานเคลื่อนไหวมา 2 เดือน แต่ถูกดำเนินคดีวินัยเยอะแยะไปหมด คุณเดช พุ่มคชา เป็นคณะกรรมการพัฒนาองค์กรเอกชน คุณพิภพ ธงไชย ก็บอกว่าให้ชวน NGO มาร่วมทำงานในเรื่องนี้จะดีกว่า เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมืองเสียทีเดียว มันเป็นเรื่องการเอาเงินของชาวบ้าน ในช่วงการดำเนินงานคุณพิภพ มอบหมายให้ดิฉันเป็นผู้ประสานงานและได้ติดต่อคุณเดช พุ่มคชา มาแถลงข่าว

พ.ศ.2541 -2542 ดิฉันติดต่อกับ คุณเดช ทางโทรศัพท์แต่ยุคสมัยนั้นก็ยังไม่มีการใช้โทรศัพท์กันมากกมาย ยังจำได้ว่า พ.ศ.2535 ตอนนั้นยังเกิดเหตุการณ์ อัพไรซิ่ง (Uprising หมายถึง การลุกขึ้นสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือสังคม) เกิดเหตุการณ์ทางการเมือง พฤษภาประชาธรรม เรียกว่า “ม็อบมือถือ” ผ่านมา 5-6 ปี เมื่อมีรัฐบาลใหม่ มือถือก็ยังหาไม่ได้ง่ายๆ เราติดต่อประสานงานทางโทรศัพท์กับคุณเดช เดิมนัดหมายแถลงข่าวที่ธรรมศาสตร์ช่วงวันเสาร์ แล้วก็เปลี่ยนสถานที่เป็นร้านอาหารแถวถนนพระอาทิตย์ ก็บอกว่า “พี่เดชเขาเปลี่ยนที่ละนะ เขาเปลี่ยนเป็นร้านต้นโพธิ์ พี่รู้จักมั้ย” แกก็บอกว่า “รู้จัก” แต่ก็เข้าใจว่าเป็น “ลานโพธิ์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”  เมื่อถึงเวลานัดหมายแถลงข่าวคุณเดชก็ไม่มา โทรสอบถามที่บ้านคุณเดชก็ได้รับคำตอบว่า คุณเดช เดินทางออกจากบ้านตั้งแต่เช้า ปรากฏว่า คุณเดชเดินทางไปรอที่ธรรมศาสตร์ ก่อนแถลงข่าว คุณพิภพ ธงไชย ก็บอกว่า คุณรสนา คุณแถลงข่าวแทนเพราะคุณทำเรื่องสมุนไพร ถือเป็นอุบัติเหตุโดยไม่ตั้งใจ คนก็สนใจข่าวเรื่องนี้กันมาก ตั้งแต่เริ่มมีการเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเรื่องนี้ สมัยนั้น รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มีบทบัญญัติให้ประชาชนสามารถรวบรวมรายชื่อ 50,000 ชื่อ ถอดถอนนักการเมือง, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการร่ำรวยผิดปกติ หลังแถลงข่าวเสร็จ

นักข่าวสนใจเรื่องนี้มาก เกาะติด เพราะไม่ค่อยมีผู้หญิงแถลงข่าวทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งสมัยก่อนดิฉันทำงานแบบเงียบๆ ทำงานแบบรากหญ้าไม่เคยพ้นดินขึ้นมาเจอแต่ผู้คนข้างนอก เราทำงานรณรงค์เป็นเรื่องๆ ทำงานรณรงค์เรื่องบุหรี่ หรือ การชุมนุมปี 2535 ดิฉันก็เข้าไปนำเสนอแนวคิดเรื่องการต่อสู้แบบสันติวิธี แต่ผู้คนไม่สนใจในเรื่องแนวคิดแบบสันติวิธี มาถึงเรื่องทุจริตยา ดิฉันจับเรื่องอะไรก็เกาะติด หาวิธีการเข้าไปตรวจสอบเรื่องนั้นให้ได้ ตอนนั้นมีกลุ่มแพทย์ที่มีข้อมูล มีคำอธิบายในเรื่องราวที่ซับซ้อน การจะคอร์รัปชันต้องมีการเปลี่ยนงบประมาณ เป็นการทุจริตคอร์รัปชันหลากหลายส่วน เรื่องนี้จบลงที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข ถูก ปปช. ชี้มูลความผิดว่า ร่ำรวยผิดปกติ มีเงิน 233.88 ล้าน เป็นเงินที่ไม่มีที่มาที่ไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข พยายามต่อสู้ว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาจากการเล่นการพนันในบ่อนคาสิโนต่างประเทศ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลพิจารณามีคำพิพากษา มีคำพิพากษา ที่ อม.1/2546 พิพากษาจำคุก  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข เป็นเวลา 15 ปี ให้ทรัพย์สินจำนวน 233.88 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน หลังจากนั้นพบข้อมูลว่ามีความเสียหายจากการจัดซื้อยาแพงจริง ปลัดกระทรวงสาธารณสุขจึงดำเนินการฟ้องร้องในฐานะผู้เสียหายแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลในอำเภอที่ได้รับความเสียหายจากการทุจริต ถือเป็นหลักไมล์สำคัญในยุคที่เรามีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เหตุการณ์อยู่ในช่วงเวลา 2542 – 2547  

มหากาพย์ คัดค้าน! แปรรูปรัฐวิสาหกิจ

หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” รัฐบาลกู้เงิน IMF ทำให้มีการร่างกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้รัฐสามารถแปรรูปกิจการของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งรัฐจะต้องดำเนินการให้มีการแปรรูปให้ได้

(พ.ศ.2540 รัฐบาลไทยกู้เงินจาก IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) และธนาคารโลก (World Bank) เพื่อแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง โดยมีเงื่อนไขเข้มงวดคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เช่น ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10%, คุมการใช้จ่ายภาครัฐให้เกินดุล, ปรับปรุงกฎหมายล้มละลาย และปฏิรูประบบสถาบันการเงิน โดยมีการปิดกิจการ 58 บริษัทเงินทุนและธนาคาร, จัดตั้งองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) และกำหนดให้ดอกเบี้ยสูงชั่วคราวเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวและสามารถชำระหนี้คืนได้เร็วกว่ากำหนด)

ยุคนั้น คนไม่เห็นด้วยเยอะ คนที่อยู่ในสหภาพรัฐวิสาหกิจออกมาต่อต้าน เป็นยุคที่คุณทักษิณเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ก่อนจะเข้ามาก็หาเสียง แต่ก่อนหน้านั้น พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลและเป็นผู้ร่างกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เมื่อมีการหาเสียงเลือกตั้ง คุณทักษิณให้คำมั่นว่า ถ้าได้เป็นรัฐลบาลจะยกเลิกกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ แต่ปรากฏว่า เมื่อคุณทักษิณได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี กลับแปรรูปการปิโตรเรียมแห่งประเทศไทย เป็น บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) แล้วเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หลังจากนั้นจะแปรรูป กฟผ.(การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) เขาก็สู้กัน ทั้งสหภาพและประชาชน สู้กัน 400 วัน คุณทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่แปรรูป กฟผ.

แต่หลังจากการเลือกตั้งครั้งที่ 2 คุณทักษิณชนะการเเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์( แลนด์สไลด์ ในบริบททางการเมือง หมายถึง การชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย หรือ การชนะคะแนนเสียงเกินครึ่ง) สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดี่ยว จากโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค คนที่เสนอแนวคิด คุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ซึ่งเป็นประธานคนแรกของมูลนิธิสุขภาพไทย ความจริง 30 บาท รักษาทุกโรค ไม่ใช่ประชานิยม แต่คือการสร้างสวัสดิการพื้นฐานให้กับประชาชน  โครงการนี้ทำให้คุณทักษิณอยู่ในในประชาชนเกือบ 20 ปี

หลังแปรรูป ปตท. รัฐบาลจะแปรรูป กฟผ. ในปี 2548 ตอนนั้น เราอยากทดลงกลไกใหม่ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญให้มา เช่น การล่ารายชื่อ 50,000 รายชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่การหารายชื่อประชาชนจำนวน 50,000 คน ไม่ง่าย เพราะมันต้องผ่านหลายองค์กร เราทดลองกลไกศาลปกครอง กรณีนี้ เราฟ้องศาลปกครองใน พ.ศ.2548 เดิมทีศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่า การที่กระทรวงพลังงานให้เอกชนร่วมผลิตไฟฟ้าและทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐลดต่ำกว่า 51% นั้น ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 56 แต่เมื่อเราดูในรายละเอียดมันขัด อย่างน้อยที่สุดก็ขัดกับกฎหมายเวนคืน มันเป็นการรอนสิทธิ การเวนคืนต้องเป็นไปเพื่อกิจการที่ไม่แสวงหากำไร การที่ กฟผ. สร้างสายส่ง สร้างเขื่อน โดยเวนคืนที่ดินชาวบ้าน เมื่อแปรรูปเสร็จเอกชนก็เข้าถือหุ้น 49% มันก็ขัดกับกฎหมายเวนคืน ส่วนผลประทบเราก็เห็นตัวอย่างแล้วว่า เมื่อมีการแปรรูปส่งผลให้ก๊าซแพง น้ำมันแพง ถ้าแปรรูป กฟผ. ประชาชนต้องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด คนจนๆ ก็แย่

ตอนที่ฟ้องศาลปกครอง ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจ ตอนแจกใบปลิวก็ไม่มีคนสนใจ แต่เมื่อเราพบเครื่องมือประชาชนจึงสนใจและการที่เราฟ้องศาลปกครอง คดีความในศาลปกครองก็มีแต่เรื่องของข้าราชการฟ้องเจ้านาย ไม่ยุติธรรม โยกย้ายตำแหน่ง ไม่มีใครฟ้องภาครัฐที่ละเมิดสิทธิประชาชน อย่างเช่น พระราชกำหนดแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization) เขาออกฎหมายแบบรวม รัฐบาลสามารถแปรรูปรัฐวิสาหกิจใดก็ได้ด้วยอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่เมื่อรัฐจะแปรรูป กฟผ. อีกครั้ง เราก็ตั้งตัวทัน

ตอนนั้น เราปรึกษาใครก็ไม่มีใครเห็นว่าสามารถเป็นไปได้ ตอนจะไปฟ้อง น้องที่ทำงานเป็น NGO ถามว่า แล้วเราจะชนะหรือ? เราก็ถามกลับว่า มีแต่เรื่องชนะเท่านั้นหรือที่เราจะทำ? เราไม่มีทางรู้ ภาษิตจีนว่า “ความพยายามของมนุษย์ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า” มันมีเหตุปัจจัยมากกมายที่จะทำให้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่มนุษย์ต้องพยายาม ทุกคนก็บอกว่า ผีไปถึงป่าช้าแล้วรสนา เราจะขุดผีให้กลับมาเป็นมนุษย์ได้ยังไง ทุกคนคิดแบบนั้น แต่เราไม่เสียหายถ้าไม่ชะนะ ก็เท่าเดิม ถ้าชนะเราได้กำไร ถ้าถึงป่าช้าแล้วเราทำให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ เราก็กำไรนะ เราแค่เสียเวลากับการทำเรื่องเหล่านี้

ตอนนั้นได้ ทนายนกเขา (นิติธร ล้ำเหลือ) มาช่วย ตอนแรกเป็นทนายอีกคน แต่เราบอกไม่ได้ละ จวนจะหมดเวลาแล้ว เราต้องรีบฟ้อง เราก็ฟ้องกันแบบตำน้ำพริก ร่างกันวันนั้นคืนนั้น พรุ่งนี้ยื่นต่อศาล สมัยนั้น ตอนเรายื่นฟ้อง เราพิจารณากันอยู่ว่า มีประเด็นอะไรที่เรายื่นฟ้องแล้วจะเป็นไปได้ สมัยนั้น มีเรื่องกรรมการมีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื้อหาที่เราฟ้อง คือ การแปรรูปผิดกฎหมายเวนคืน รัฐวิสาหกิจมีทรัพย์สินเยอะแยะที่ได้มาจากการเวนคืน ฉะนั้น หากมีการแปรรูป ก็เท่ากับว่า คนที่ถือหุ้น 49% ได้ทรัพย์สินในส่วนที่ได้มาจากการเวนคืน อันเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการรอนสิทธิ ,ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงในประเด็นเรื่อง กรรมการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้มีการเพิกถอนการแปรรูป กฟผ. เรียกว่า เส้นยาแดงผ่าแปด

ตอนที่ ปตท. เข้าตลาดหลักทรัพย์ พวกเราขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ศาลเรียกเราไปพบเพื่อถามว่า ทำไมศาลจะต้องมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราว เราให้เหตุผลว่า หากมีการแปรรูปโดยไม่มีการคุ้มครองชั่วคราว เมื่อมีคนมาซื้อหุ้นซึ่งเป็นชาวต่างชาติและถ้าศาลมีคำพิพากษาว่า ไม่ให้แปรรูป ก็จะเกิดความเสียหายกับคนอื่น ทำให้ประเทศชาติเสื่อมเสีย วันที่ 15 พ.ย.2548 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการกระจายหุ้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิต วันที่ 16 พ.ย.2548 ก็จะขายหุ้น คนที่เตรียมอาหารรับแขกก็ยังแซวว่า คุณรสนาพวกเราเตรียมอาหารสำหรับรับแขกคนที่จะมาซื้อหุ้น ข้าวของไม่ได้ใช้เลย (หัวเราะ)

ต่อสู้! ทวงคืนระบบท่อก๊าซ  

หลังฟ้องศาลปกครองเรื่องการแปรรูป กฟผ. เดือนสิงหาคม พ.ศ.2549 เราฟ้อง ปตท. เพื่อเพิกถอนการแปรรูป แต่ปรากฏว่าเดือน กันยายน 2549 เกิดการรัฐประหาร ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ “ยกฟ้อง” คำร้องขอเพิกถอนการแปรรูปในปี 2550 และให้รัฐและ ปตท. “แบ่งแยกทรัพย์สิน”  ส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน (ท่อส่งก๊าซฯ) กลับคืนเป็นของรัฐ เนื่องจาก ปตท. แปรรูปมาเป็นเวลา 5 ปี ก่อนิติสัมพันธ์กับบุคคล เพราะมูลค่าการตลาดของ ปตท. เกือบ 4 แสนล้าน หากเพิกถอนจะทำให้เกิดความเสียหาย เมื่อมีการแบ่งแยกทรัพย์สินและคืนส่วนที่เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน แต่ ปตท. คืนท่อก๊าซเพียง 3 เส้น ตามที่เราระบุชื่อ ซึ่ง ปตท.คืนไม่ครบ

ยุคสมัยนั้น พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านให้คำตอบว่า ยอมรับตามนั้น รัฐบาลไม่ขอต่อสู้ ไม่อุทธรณ์ แต่ยอมรับตามคำพิพากษา และมีมติ ครม. 4 ข้อ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 สาระสำคัญว่า 1.รัฐบาลยอมรับตามคำพิพากษาของศาล 2.มอบให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานทำหน้าที่แบ่งแยกทรัพย์สินคืน โดยมีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้อง 3.หากมีข้อโต้แย้งอันไหนเป็นทรัพย์สินไม่ใช่ทรัพย์สินที่จะต้องส่งคืนถ้าตกลงกันไม่ได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยให้มีข้อยุติ 4.ห้าม ปตท. รอนสิทธิชาวบ้าน คือในช่วง 4 ปี หลังการแปรรูป ปตท. ยังใช้สิทธิรอนสิทธิชาวบ้านเหมือนตนเองเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ภายหลัง พ.ศ.2551 เรารวบรวมรายชื่อประชาชน 1400 คน ฟ้องว่า การที่ ปตท.ไม่คืนทรัพย์สิน ปตท. ไม่ได้ปฏิบัติตามมติ ครม. กระทั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 800/2557 เขาก็ยังไม่คืนทรัพย์สินไม่ครบ

สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา นายกรัฐมนตรีเห็นชอบและตั้งคุณมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธานกรรมการคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาและมีคำวินิจฉัยว่า ศาลมิได้มองท่อก๊าซเป็นส่วนๆ เป็นท่อนๆ แต่มองท่อก๊าซทั้งระบบ ฉะนั้น หมายความว่า การดำเนินการของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คืนท่อก๊าซยังไม่ครบ เราเรียกร้องทุกอย่างได้มาครบหมด สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็บอกว่า ปตท.คืนไม่ครบ กฤษฎีกาก็วินิจฉัยว่า ท่อก๊าซหมายถึงท่อก๊าซทั้งระบบถือว่า คืนไม่ครบ  คำสั่งศาลปกครอง ก็บอกว่า หาก ปตท. คืนไม่ครบ ก็ต้องให้คณะรัฐมนตรีเป็นคนดำเนินการ แต่ก็ปรากฎงว่า ยังไม่มีการดำเนินการคืนท่อก๊าซให้ครบถ้วน  

เราเรียกร้องรัฐบาลให้ปฏิบัติ ถ้ารัฐบาลไม่ปฏิบัติก็จะผิด 157 ในฐานที่คุณไม่รักษาสมบัติบ้านเมือง ตัวอย่าง ท่อก๊าซ กระทรวงการคลังปล่อยให้เช่าในราคากิจการสาธารณูปโภค ค่าเช่าปีละ 550 ล้าน ทำสัญญาเป็นเวลา 10 ปี แต่ท่อก๊าซในทะเลทั้งระบบก็ยังไม่คืน เราพบข้อมูลว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2522-2565 ปตท. ได้ค่าผ่านท่อ 6 แสนล้านบาท (เฉพาะชุดนี้) แต่จ่ายค่าเช่าเฉพาะท่อก๊าซ 3 เส้น จำนวน 1,600 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 22 ปี ท่อก๊าซที่สร้างขึ้นโดยภาษีของประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้กิจการไฟฟ้าพลังงานเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน เมื่อแปรรูป ปตท. ทำแบบธุรกิจ 22 ปี ได้เงิน 6 แสนล้าน แต่จ่ายค่าเช่าเพียง 9,800 ล้าน เป็นระยะเวลา 18 ปี ถือว่ายาวนานมาก ถ้าบ้านเมืองไม่ได้รับความเป็นธรรม ประชาชนคนไหนจะได้รับความเป็นธรรม?

ตั้งแต่ พ.ศ.2540 เป็นต้นมา เหมือนมีความก้าวหน้าทางรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่า มันกลายเป็นการเป็นทศวรรษของการผ่องถ่ายทรัพย์สินของประชาชนที่อยู่ในความควบคุมของบรรดารัฐวิสาหกิจไปให้คนร่ำรวย ประชาชนต้องรับกับความยากลำบากเพราะราคาพลังงานแพง ซึ่งจำนวนที่ประชาชนต้องจ่ายเงินค่าพลังงานคิดเป็นเงินมหาศาล เกือบ 2 ล้านล้านบาท ส่วนที่เราพยายามขับเคลื่อนผลักดันก็ในมุมนี้ คือ เราทำให้ประชาชนได้ใช้กิจการสาธารณูโภคขั้นพื้นฐานอย่างเป็นธรรม ได้กำไร ก็เป็นการได้กำไรที่มากเกินไปและผูกขาดรัฐ มันเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะเมื่อรัฐมีรายได้มากพอ รัฐก็จะเก็บภาษีประชาชนน้อยลง ถ้าเป็นกิจการของประชาชนผลกำไรเป็นของประชาชนทั้งหมด

การที่เราเรียนรู้ธรรมะของพุทธเจ้า ทำให้เราทำงานเหล่านี้ เหมือนพระไพศาลพูดภาษาสมัยใหม่ว่า การทำ “กิจ” กับการทำ “จิต” (การทำกิจหรือหน้าที่ทางโลกที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม) เมื่อเราทำกิจส่วนรวม เราก็เป็นอันหนึ่งในส่วนรวมนั้นด้วย ซึ่งเราก็จะได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีความเป็นธรรมต่อประชาชน เราก็จะได้รับความเป็นธรรมอันนั้นด้วย อุปมา การทำจิตเหมือนกับรากของต้นไม้ยิ่งรากลงลึกแน่นเท่าใด รากลงลึกเท่าไหร่ เราสามารถมองเห็นได้จากยอดสูงของต้นไม้นั้น ถ้าจิตใจของเราเห็นแก่ตัวน้อยลง เราก็จะทำประโยชน์ได้กว้างขวางมากขึ้น ทำแล้วสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ถือเป็นหน้าที่ มิใช่ว่า ทำอะไรแล้วก็ต้องสำเร็จเสมอไป เพราะความสำเร็จต้องการองค์ประกอบปัจจัยอีกมากมาย ในแง่ของการทำกิจ สนับสนุนพัฒนาการทางด้านจิตใจเรา จิตใจที่ดีขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการทำกิจที่กว้างขวางขึ้นเช่นกัน เป็นหลักที่พยายามยึด แต่เป็นธรรมดาบางครั้งก็ต้องมีหมดหวังหมดกำลังใจบ้าง คิดเหมือนในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่อง พระมหาชนก ว่ายน้ำไม่เห็นฝั่งแต่ก็ต้องว่ายน้ำไปเรื่อยๆ ถ้าหมดแรงก็จมน้ำตาย ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราก็ต้องทำกิจไปเรื่อยๆ พัฒนาคุณภาพจิตภายในของเรา

หนังสือปลูกฝังความคิดทัศนคติและอุดมการณ์  

ยุคสมัยก่อนมีแนวคิดเรื่อง ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา เราไม่รู้สึกขัดแย้ง เพียงแต่เราก็รู้สึกว่าตนเองเป็นคนส่วนน้อยอยู่ตลอด ในยุคสมัยหนึ่ง การขยายตัวของความรับรู้ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ บอกธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารงนิ้ว ยุคสมัยนั้น ก็ตื่นตัว แต่เราก็ยึด ยึดว่ามีคำตอบเรียบร้อยแล้วเพื่อให้เราปฏิบัติตาม แต่มนุษย์เราต้องตั้งคำถามว่า สิ่งที่เป็นคำตอบสำเร็จรูปมันดีต่อสังคมไหม? ดีต่อจิตใจเรามั้ย? ตรงจุดนี้ที่ต่างกัน พวกเราสนใจเรื่องของจิตใจ คุณภาพการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงด้วยความโกรธความเกลียดไม่ได้ยั่งยืนอะไร สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ มองดูการพัฒนาตนเอง ตอนนี้ คนสนใจสุขภาพภายในก็มีมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เราก็มีสังคมหนึ่งซึ่งเราเชื่อ อาจเป็นความเชื่อของคนส่วนน้อย แต่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเราจึงก็ทำ สำหรับเป้าหมายชีวิต เราก็จะทำเรื่องท่อก๊าซต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ หรือ จนกว่าเราจะไม่มีชีวิตอยู่  

หนังสือ เปลี่ยนวิธีคิด เหมือนเราเห็นข้อมูลกว้างขวางขึ้น อย่างหนังสือเรื่อง The Limits to Growth ก็เป็นหนังสือ เกิน 50 ปี คนเริ่มมองว่า ความเจริญของโลก ถลุงทรัพยากรจนโลกอยู่ไม่ได้ เราไม่ได้สนใจข้อจำกัดของโลก เราก็พัฒนากัน บริโภคกันจนไม่สนใจโลก สร้าง GDP ไปเรื่อยๆ ทุกอย่างจะต้องโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งความจริงแล้วโลกไม่มีทางปล่อยให้เราโตอย่างไม่มีขีดจำกัด สมัยก่อนโตได้ เพราะเราตกอยู่ภายใต้โลกที่ 3 สมัยก่อนโตได้ เพราะมีหลายประเทศที่ตกอยู่ภายใต้ เรียกว่าเป็นโลกที่ 3 ส่วนประเทศโลกที่ 1 ก็สุขสำราญด้วยการไปขโมย แย่งชิง เอาประเทศทั้งหลายมาเป็นอาณานิคม ดูดทรัพยากรมาสร้างความเติบโต เมื่อหลายประเทศเป็นอิสระ ทุกคนก็อยากเดินทางไปตามทางเดียวกัน คือ อยากจะพัฒนา อยากจะบริโภคให้เยอะๆ แล้วก็เกิดโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำท่วม เกิดภัยพิบัติ แผ่นดินไหว ฝุ่นควัน PM 2.5 มันกลับมาทำลายมนุษย์ส่วนรวม คือ มนุษย์ไม่เข้าใจว่าโลกใบนี้คือบ้าน เป็นบ้านหลังเดียวที่เรามีอยู่ แล้วเราจะไปร่ำรวยขนาดไหน แต่คนจำนวนมากในโลกหรือในประเทศยากจน มันเป็นการทำลายตนเองระยะยาว เราคิดแต่อยากจะรวยขึ้นไปเรื่อยๆ จนไม่มีสิ้นสุด

การใช้ชีวิตสมถะ ชีวิตที่รักษาสิ่งอื่นเอาไว้ เป็นเรื่องสำคัญ มนุษย์ประกอบด้วยธาตุ ดินน้ำลมไฟ เป็นสิ่งเดียวกับธรรมชาติ การเอาสารพิษลงในดิน สารพิษก็จะกลับมาหาเราในรูปของอาหาร การทิ้งสารพิษลงในน้ำ สัตว์น้ำเหล่านั้นก็นำพาสารพิษเข้ามาสู่ร่างกายของเรา หรือ เราทำอากาศเป็นพิษเราก็สูดลมหายใจ ถ้ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลก ถ้าเราทำลายโลกก็เท่ากับเราทำลายตัวเราเอง ส่วนใหญ่เราก็มีความเห็นแก่ตัว เราคิดว่า เราสามารถอยู่ในบ้าน สามารถกรองสารพิษในอากาศออกไปหมด แล้วเราไม่คิดถึงลูกหลานของเราในอนาคตหรือ? การทำกิจกับการทำจิต มันเป็นแบบนี้

ทำให้เห็นว่า เรากับโลกไม่ได้แยกขาดจากกัน เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับโลก เหมือนฝรั่งของพูด “One for all, all for one” อัศวินโต๊ะกลมชอบพูด มนุษย์เราในโลกตระหนักรู้มากขึ้น เราก็จะรักษาโลกใบนี้ ทำไมต้องส่งมนุษย์อวกาศไปศึกษานอกโลก แต่ปล่อยให้คนในโลกอดอยากมากแค้น ตกอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ โดยหวังว่า เราจะไปหาโลกใหม่ มีทรัพย์สินมากพอที่เราจะบินไปอยู่อวกาศ ทิ้งโลกใบนี้เอาไว้ ความคิดแบบนี้น่าจะเปลี่ยนแปลง มนุษย์อวกาศเมื่อเดินทางออกนอกโลก มีการเปลี่ยนแปลง มีสำนึกเมื่อหันกลับมามองโลก เหมือนกับเรือที่ลอยอยู่ท่ามกลางความมืดของอวกาศ มองโลกที่สวยงาม สีน้ำเงิน ลอยอยู่กลางความมืด เมื่อมองเห็นโลก เกิดความรู้สึกอยากรักษาไว้ แต่มนุษย์ทุกคนไม่สามารถเดินทางไปนอกอวกาศเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม การเมือง แย่ลง คนบางคนมีความคิดแคบๆ อยากจะรวยเพื่อมีอำนาจ อยากมีอำนาจเพื่อจะรวย  Interchange  ระหว่างเงินกับอำนาจ ไม่มีประโยชน์กับโลกและมีส่วนในการทำลาย เมื่อคุณขาดความเข้าใจก็จะทำลายโลกใบนี้มากกว่าคนอื่น

ยุคหลัง มนุษย์เรายากลำบากมากขึ้น คนจึงไม่คิดอะไรที่ยาวไกล คิดแต่เรื่องเฉพาะหน้า สื่อก็มีความสำคัญในแง่มุมที่มันต้องมีหน้าที่ในการสื่อสารความเป็นจริง แต่เดียวนี้เราแทบจะหาอะไรไม่ได้เลยในแง่มุมของความจริง สมัยเรียนวารสาร มีคำพูดคำสอนถึงยุคต่างๆ แต่ถ้าเราพูดถึงยุคสมัยโดยคำนึงถึงคุณภาพทางจิตใจ เขาก็มียุคของเขาเหมือนกัน ยุคที่เขาเรียกว่า สัตยายุค ทวาปรยุค  สัตยายุค ยุคที่มีความเป็นจริงเต็มร้อย ต่อมาก็มีความเป็นจริงแค่ 3 ส่วน ความเป็นจริงเหลือ 2  ส่วน ความเป็นจริงเหลือแค่ 1ส่วน เราเรียกว่า กลียุค เวลาที่เกิดกลียุค มันก็จะเกิดการฆ่าฟันกัน มองเห็นคนเป็นเนื้อเป็นสมัน ฆ่าได้ ยุคที่ของสื่อสารมวลชน ทุกคนเป็นสื่อด้วยตนเอง แต่กลายเป็นตรงกับ กลียุค ยุคที่ความจริงเหลือเพียง 1 ใน 4

( ตามคติพราหมณ์-ฮินดู เป็นวัฏจักรของยุคสมัยที่แบ่งออกเป็น 4 ยุคเรียงตามลำดับ 1. กฤตายุค (สัตยยุค) ยุคแรกที่ธรรมะสมบูรณ์ที่สุด (เต็ม 4 ส่วน) มนุษย์มีอายุยืนยาว. 2. ตรดายุค ยุคที่ธรรมะลดลงเหลือ 3 ส่วน มนุษย์รู้จักทุกข์และสุขปนกัน. 3. ทวาปรยุค ยุคที่ธรรมะลดลงเหลือ 2 ส่วน (ครึ่งหนึ่ง) สุขกับทุกข์พอๆ กัน. 4. กลียุค ยุคสุดท้ายที่ธรรมะเหลือเพียง 1 ส่วน มนุษย์มีแต่ความทุกข์ยากเดือดร้อน )

สื่อทุกวันนี้ เราไม่มีทางรู้เลยว่า สิ่งไหนเป็นจริง มีความเป็นจริงแค่ไหนที่เราจะเชื่อถือได้ สิ่งที่เผยแพร่ส่งต่อกันไปโดยไม่รู้ว่ามันเป็นความเท็จหรือเปล่า เมื่อแชร์ความเท็จเข้าไปในระบบมากเท่าไหร่ มันก็ทำให้สังคมปั่นป่วน ทำให้เกิด “มิคสญฺญี” คือ การที่เรามองเห็นมนุษย์คนอื่นเป็นเนื้อเป็นสัตว์ฆ่าได้ เหมือนมีคนบอกว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” เดียวนี้ก็เป็นกันมากขึ้น เวลาเราเขียนอะไรลงโซเชียลนิดนึง “ทัวร์ลง” ( ศัพท์สแลงยุคใหม่ในโลกออนไลน์ หมายถึง ปรากฏการณ์ที่ผู้คนจำนวนมาก แห่กันเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเชิงลบ เช่น ด่า, ติ, แซะ, เสียดสี )

ถ้าเรามีความคิดแตกต่างคนอื่น เขาก็จะเล่นงาน ยิ่งในยุคปัจจุบัน AI หรือ อัลกอริทึม (Algorithm) หาข้อมูลที่เราสนใจในเรื่องเดียว เหมือนเราสนใจดูหมาดูแมว อะไรที่เกี่ยวกับหมากับแมวก็เข้ามา อาหารแมว ขายนั่นขายนี่ที่เกี่ยวกับหมาแมว หรือ ถ้าเป็นความคิดทางการเมือง  ถ้าเราเชื่อในความคิดแบบใดแบบหนึ่ง ข้อมูลก็จะส่งมาให้เฉพาะกลุ่มนั้น แล้วเกิดความรู้สึกว่า อีกฝ่ายเป็นความคิดที่ชั่วร้าย ถ้าเราจะเล่นงานพวกเขาก็พร้อมเล่นงานได้เลยซึ่งเป็นเรื่องอันตราย โดยไม่รู้ว่าอะไรเป็นความจริง อะไรเป็นความเท็จ แต่เราถูกปั่นอารมณ์ผ่านความเชื่อเล็กๆ ซึ่งเราก็ยึดมั่นในความเชื่อนั้น ปัจจุบันมันชัดเจนกว่ายุคสมัยก่อนมาก ยุคที่เราทำวารสาร เราก็ยังคิดว่า มันยังสามารถเผยแพร่ความคิดใหม่ในทางสร้างสรรค์ ปัจจุบัน ยากมาก เปิดโซเชียล หรือ TikTok ด่ากันแหลก สร้างเราเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นพวกที่พร้อมจะตีกัน เป็นเรื่องอันตรายมากและเป็นเรื่องยากมากที่จะสื่อความจริงให้กับสังคมได้รับรู้

ร.ต.อ.ทรงวุฒิ จันธิมา (กระจอกชัย) สัมภาษณ์

Spread the love