บทจะกล่าวเล่าย้อนถึงดนตรีหลังปี พ.ศ.2486 ยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีกฎหมายจำกัดและควบคุมการเล่นดนตรีไทย เรียก พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบรรเลงดนตรี พ.ศ. 2486 กรมศิลปากร ควบคุม กำหนดกฎเกณฑ์ในการบรรเลงเพลงของนักดนตรี ต้องแต่งกายสุภาพตามรัฐนิยม ห้ามเล่นบนพื้นราบ ต้องขออนุญาตบรรเลง (โดยเฉพาะบทประพันธ์ใหม่) แลต้องมีบัตรอนุญาตหรือใบประกาศนียบัตรวิชาชีพศิลปิน นั่นยิ่งทำให้ความนิยมดนตรีสากลจากฝั่งตะวันตกเพิ่มมากขึ้น

แม้ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบรรเลงดนตรี พ.ศ. 2486 จะถูกยกเลิก หลัง จอมพล ป.พิบูลสงคราม สิ้นอำนาจ แต่ก็ทำให้เรามองเห็นภาพสะท้อนอันเกิดจากผลของอำนาจและกฎเกณฑ์ ดนตรีไทยขาดการพัฒนา (การสร้างสรรค์) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีกฎเกณฑ์วัฒนธรรม ข้อบังคับ ระเบียบการปฏิบัติ อาจเรียกเป็น”กุศโลบาย” ให้นักเรียนดนตรีมีพื้นฐานการเล่นเป็นลำดับ แต่การนั้น ก็ทำให้นักดนตรีไทยอยู่ในวัฏฏะชีวิตแบบเดิมๆ

ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เรามองเห็นการผสมผสานของวัฒนธรรมดนตรีไทยและดนตรีตะวันตก เช่น วงกอไผ่ ,วง ฟองน้ำ , วงกังสดาล ถือเป็นการผสมผสานดนตรี (Composite) อันเป็นที่ยอมรับจากสังคมไทยและสากล แต่นักดนตรีไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัฒนธรรมดนตรีแบบเดิม อยู่ในหลัก ระเบียบข้อบังคับ กรอบการเล่นแบบเดิม ต่างจากดนตรีสากลที่เปิดกว้าง มีแนวทางของการสร้างสรรค์ (Improvisation) หรือการด้นสดในเครื่องดนตรีทุกชิ้น ช่วงหลัง เราจึงสังเกตเห็น นักเรียนดนตรี เรียนดนตรีไทยควบคู่กับการเรียนดนตรีสากลอย่างเป็นระบบ เราได้ยิน ท่วงทำนอง (Melody) บทเพลงไทยเดิม เล่นอยู่ในทางเดินคอร์ด (Chord Progression) ของเครื่องดนตรีตะวันตก เรามองเห็นความเป็น Folk หรือ “ความเป็นพื้นถิ่น” ของเครื่องดนตรีไทยในอีกมิติหนึ่งซึ่งเป็นสากล

เราค้นหาเสียงดนตรีที่ผสมผสานโดยไม่ถูกบังคับจากกฎเกณฑ์การเล่นดนตรีไทยและสากล ไม่อยู่ในกรอบการเล่นของหมู่คณะ เป็นอิสระที่จะโน้มเอนไปในดนตรีไทยหรือสากล ลืมเรื่องราวของกฎเกณฑ์การเล่น ลืมทฤษฎีดนตรี เพียงเล่นดนตรีให้เกิดความสุข ความไพเราะ และความงดงามทางจิตใจ ซึ่งในความไม่ตั้งใจเหล่านั้น เรามองเห็น Modulation การเปลี่ยนคีย์ดนตรี การเปลี่ยนอารมณ์เพลงแบบไทยเดิม เปลี่ยนภาพลักษณ์ทั้ง วาระ สถานที่ และผู้คน เช่น เล่นดนตรีไทยในสวนสาธารณะ เล่นดนตรีไทยในงานแต่งงาน หรือ การฝ่าฝืนข้อห้ามของดนตรีไทยอันมีมาแต่เดิม เช่น การห้ามนั่งพื้นเล่นดนตรีไทย (เพื่อมิให้มีภาพลักษณ์เช่นขอทาน) เรามองนักดนตรีนั่งบนฟุตบาทเล่นดนตรีไทยแต่ให้อารมณ์ความรู้สึกทางดนตรีที่แตกต่างออกไป เรากำลังมองเห็นภาพสะท้อนอะไรในดนตรีของพวกเขาอีก ….

ลองนึกถึงกุลสตรีที่อยู่ในกฎระเบียบห้ามนุ่งกระโปรงสั้น มองเห็นนักเรียนหนุ่มมัธยมที่ต้องอยู่ในกฎระเบียบเรื่องการตัดผมสั้น หรือ หลักเกณฑ์การใช้ภาษาไทยที่เข้มงวดซึ่งเพิ่งผ่อนปรน หรือให้ใช้ภาษาสมัยใหม่หรือคำทับศัพท์ในช่วงหลัง เรามองเห็นการเคลื่อนตัวของวัฒนธรรมซึ่งโน้มเอนสู่ความเป็นสากลและเข้าสู่ตัวตน นั่นคือภาพใหญ่ที่เรามองเห็น แต่การผสมผสานวัฒนธรรมดนตรีที่ยิ่งใหญ่อาจเป็นเรื่องเล็กๆ เช่น การปรับระดับเสียงซอให้สูงขึ้นเพื่อเทียบเสียงตรงกับเครื่องดนตรีสากล

การมองเห็นคุณค่าของดนตรีมิว่าจะเป็นดนตรีไทยหรือสากล นักดนตรีจะยืนหรือนั่งเล่นบนฟุตบาทข้างถนน เราคิดว่า คุณค่าของดนตรีก็คือดนตรี มิใช่เพียงเพราะสถานที่ ชื่อเสียง หรืออาภรณ์ที่สวมใส่ กรอบ กฎเกณฑ์ หรืออะไรบางอย่างที่ควบคุมนักดนตรีมากจนเกินไป ควรมองข้าม เพราะ โลก สังคม วัฒนธรรม ดนตรี เคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา เราเพียงมิทันสังเกต มิได้นึกทบทวนและพิจารณา แม้แต่อัตตา ความยึดมั่นถือมั่นทางดนตรี ก็ควรถูกทะลายหรือไม่ พวกเราถึงจะได้ยินเสียงดนตรีที่เป็นอิสระ มีความไพเราะ สร้างสรรค์ อันเป็นเหมือนกิ่งก้านใหม่ หรือ ดอกไม้ที่กำลังผลิบาน ทางดนตรี

Intro Word to …

Spread the love