เส้นทางดนตรีที่ไม่อยากให้เป็นฝัน OZEEOOS

ชีวิตคนเหมือนบทเพลงหนึ่งซึ่งถูกบรรเลงอยู่ตลอดเวลา เวียนวนซ้ำเป็น Loop อยู่ที่ใครจะเลือกบรรเลงเครื่องดนตรีอะไร ชนิดไหน ท่วงทำนองแบบใด อำนาจ ศรีสังข์ ศิลปินวัย 24 ปี หรือเป็นที่รู้จักในนาม OZEEOOS ก็คือหนึ่งในศิลปินที่พยายามบรรเลงชีวิตของตนเองให้อยู่ในท่วงทำนองชีวิต อยู่ในจังหวะศิลปิน หลายปีที่ผ่าน กับถ้อยความที่จดจำไว้ในหัว ถูกเรียบเรียงกลายเป็นส่วนหนึ่งของดนตรี หลายบทเพลงของเขาเป็นที่คุ้นหู เช่น  “ไม่อยากให้เป็นฝัน”  “8 ข้อ”  หรือ “พูดเหมือนจำทำเหมือนเดิม” มินานนักบทเพลงเหล่านั้นก็กลายเป็นเพลงที่หลายคนลืมไม่ลง แต่ช่วงชีวิตของ OZEEOOS มิได้ไพเราะหรืองดงามเช่นดังบทเพลง เขาต้องเดินทางในความมืด มองเห็นเพียงเงาแสงอันเลือนลาง ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว นอนในสตูดิโอเพื่อทำเพลง กระทั่งกลายเป็นศิลปินในวงการเพลงของไทย

ทรงวุฒิ  จันธิมา และ ธีรวัฒน์​ จึง​สรรค์​ศุภชัย สัมภาษณ์

ในราตรีที่ช่างยาวนาน

อาการดวงตามองไม่เห็นเริ่มต้นตั้งแต่ผมเกิด ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร อาจเป็นเพราะช่วงที่แม่ผมตั้งท้อง แม่มีโรคประจำตัว แม่ผมเป็นไซนัส ต้องกินยาต้มสูตรโบราณ การเดินทางจากบ้านไปโรงพยาบาลค่อนข้างไกล ผมอยู่บ้านนอก อยู่บุรีรัมย์ครับ ผมลองถามแม่ แม่บอกว่า ผมเป็นเหมือนคนปากแหว่ง เพดานโหว่ แต่มันเกิดขึ้นที่ดวงตาของผม ผมเกิดมาโดยไม่มีเปลือกตา ผมหลับตาไม่ได้ กระทั่งต้องผ่าตัดศัลยกรรมเปลือกตา

ผมเป็นคนเดียวในบรรดาพี่น้องที่มีปัญหา เป็นเรื่องใหม่สำหรับพ่อแม่ ตอนแรกก็ดูแลตามสมควร แล้วพ่อแม่ก็ต้องดูแลทุกอย่าง ตอนเด็กผมเป็นคนติดแม่ ไปไหนก็ต้องไปกับแม่ คนแถวบ้านนินทากันว่า เด็กคนนี้ต้องอยู่กับแม่ ให้แม่ดูแลตลอดชีวิต เมื่อโตขึ้น 3 – 4 ขวบ ผมเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาล แต่เมื่อผมเข้าเรียนก็ไม่สามารถเรียนหนังสือ อ่าน หรือเขียนได้เหมือนคนปกติ ผมนั่งงงๆอยู่ในห้องเรียน คุณครูพยายามหากิจกรรมให้ทำ ครูคงลำบากใจที่จะสอนเพราะไม่เคยมีเด็กนักเรียนคนไหนเป็นแบบผม

เพื่อนในห้องเรียนก็ไม่เข้าใจ ปัญหาของการไม่เข้าใจเป็นปัญหาที่หนักมาก ผมไม่มีใคร ไม่มีเพื่อน สังคมไม่มีการปลูกฝัง mindset หรือตัวอย่างการจัดการ หรือดูแลคนที่มีปัญหาทางสายตา ครอบครัวอื่นเขามีปัญหาเกี่ยวกับสติปัญญาของลูก เขาก็จัดประเภทผมว่า ผมเป็นเด็กประเภทเดียวกับเด็กพิเศษ

ผมแปลกต่างจากคนอื่น ย่อมรู้สึกยากกว่าคนอื่น เวลาพี่ๆ เพื่อนๆ เขาทำอะไร เราก็จะไม่ได้ทำ แต่มีบางเรื่องที่เราดื้อทำ เช่น การปั่นจักรยานกับเพื่อน สายตาของผมพอจะมองเห็นจึงสามารถทำกิจกรรมต่างๆ วิ่งเล่น ปั่นจักรยาน เป็นเด็กซน แต่ที่โรงเรียนผมแทบจะไม่มีเพื่อน ในโรงเรียนผมเหมือนแกะดำ นั่งอยู่คนเดียว ดูคนอื่นเขาเล่นกัน ต้องยอมรับ การถูกเพื่อนล้อ การถูกเพื่อนบูลลี่ (Bully) บางครั้ง ผมมองเห็นเพื่อนเล่นกัน มองเห็นจักรยาน ผมแอบเอาจักรยานของเขาไปปั่น เขาคงกลัวจักรยานของเขาพัง ผมจึงขอให้แม่ของผมซื้อจักรยานให้ผม

ตอนเด็ก ความสุขของผมมีไม่กี่อย่าง แม่ผมเป็นแม่ค้าขายของอยู่ที่ตลาด เวลาแม่ไปตลาด ผมก็ขออดค่าขนมเพื่อเก็บเงินให้แม่ซื้อแผ่นซีดีภาพยนตร์ บ้านเรามีแผ่นซีดีภาพยนตร์เต็มไปหมด หลังจากนั้น ก็เรื่องจักรยานเป็นเรื่องใหญ่ กว่าจะโน้มน้าวให้แม่ซื้อจักรยานให้ก็ใช้เวลานานเหมือนกัน พอได้จักรยานใหม่ ผมก็ขับจักรยานซิ่งไปกับเพื่อนๆ ขับชนหุ่นไล่กา ผมยังโชคดีที่ดวงตายังมองเห็นได้ สามารถขับรถจักรยานบนเส้นทางที่คุ้นเคยได้เหมือนคนปกติ หลังจากนั้น ผมหยุดเรียน กลับมาอยู่บ้านสลับกับการเดินทางไปผ่าตัดศัลยกรรมที่กรุงเทพฯ 11  ครั้ง ผมมีสภาพแบบนี้ประมาณ 2-3 ปี

ฉันเพียงต้องการที่จะได้ก้าวผ่าน

ลุงของผมเคยทำงานอยู่โรงเรียนคนตาบอดที่กรุงเทพฯ ท่านให้คำแนะนำและถามผมว่า อยากเรียนที่กรุงเทพฯ มั้ย แม่ก็ถามผม ผมไม่อยากไป แต่ผมไม่ได้รับการศึกษาที่ดี ที่ถูกต้อง กระทั่งอายุครบ 8 ขวบ ผมจึงต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนคนตาบอดกรุงเทพฯ อยู่โรงเรียนประจำ เราพบกับคนที่เหมือนเรา คนที่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น ทำให้เรากล้าลองทำในสิ่งที่เราอยากทำ  ทั้งว่ายน้ำ  ปั่นจักรยาน เล่นฟุตบอล แต่ตอนแรกเราไม่อยากมา ความรู้สึกจะมีตอนวันแรกที่แม่มาส่งผมขึ้นหอพัก ผมต้องพยายามทำใจเข้มแข็ง ฮึบใจ! เพราะไม่อย่างนั้น เราก็ไม่สามารถที่จะก้าวข้ามความรู้สึกในใจ ผมตัดสินใจเดินขึ้นหอพักโดยไม่หันหลังกลับไปหาแม่ ถ้าหันหลังกลับตอนนั้น ผมคงไม่ได้เป็นเหมือนทุกวันนี้ ผมคงใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดกับแม่

ในโรงเรียนสอนคนตาบอด ตอนอายุ 8 ขวบ ผมเริ่มเรียนชั้นอนุบาล 2 เมื่อคุณครูมองเห็นว่าผมพอจะเรียนรู้ได้ เขาก็ให้ผมเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผมฝึกอ่าน ฝึกเขียน เรียนภาษาและอักษรเบรลล์ (Braille) ที่โรงเรียนมีเครื่องดนตรีหลายอย่าง ผมเริ่มหยิบกีตาร์เล่น ถ้าไม่รู้คอร์ดก็ถามรุ่นพี่ เราหัดเล่นกีตาร์ด้วยตนเอง กระทั่งถึงปัจจุบันเราก็ยังไม่รู้ว่า วิธีที่เราเล่นมันเป็นวิธีที่ถูกต้องหรือเปล่า เรารู้เพียงว่า ตอนฟังเสียงกีตาร์ที่เล่นออกมาเสียงมันก็เหมือนคนอื่นเล่น

ส่วนเรื่องกีฬา เรารวมกลุ่มเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ ลูกฟุตบอลของคนตาบอด เขาจะเจาะรูใส่ลูกปัดเข้าไปด้านในลูกบอล เวลาเตะก็จะมีเสียงลูกปัดกระทบ ส่วนผมสายตาพอจะมองเห็นลูกบอล เราก็จะได้เปรียบเพื่อน คุณครูเห็นแววก็เลยพาเข้าโครงการต่างๆ ของโรงเรียน พานักเรียนตาบอดออกไปวิ่ง ว่ายน้ำ คัดตัวนักกีฬารุ่นเยาว์กับพี่ๆ ทีมชาติพาราลิมปิก การเรียนของผมก็ดีขึ้น เมื่ออยู่ชั้น ป. 6 ก็เป็นประธานนักเรียน อยู่ชมรมกีฬา อยู่ชมรมดนตรี ลงแข่งขันฮาล์ฟมาราธอน ผมเคยคัดตัวเป็นนักกีฬาทีมชาติเพื่อแข่งเอเชียนพาราเกมส์ ที่มาเลเซีย แต่ตอนนั้น เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ผมถูกคัดเลือกให้เข้าเรียนในโรงเรียนปกติที่โรงเรียนอัสสัมชัญ สมุทรปราการ เขาคิดว่า ผมคงสามารถเรียนในโรงเรียนปกติกับเพื่อนๆ คนปกติได้ ผมไม่อยากไปเรียนอื่น แต่ผมอยากสร้างบางสิ่งบางอย่างให้รุ่นน้องได้ ผมละทิ้งกิจกรรมแล้วเลือกการเรียน

ชีวิตผมคลุกคลีอยู่กับสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา จากเคยคิดว่าตนเองเป็นซุปเปอร์ไซย่าในโรงเรียนคนตาบอด เราก็เหมือนเด็กที่พยายามปรับตัวเข้ากับคนทั่วไป ผมพยายามหาเพื่อน แต่ผมก็ไม่มีเพื่อนในช่วงเรียนชั้น ม.1 เริ่มมีเพื่อนในช่วงเรียนชั้น ม.2 ช่วงนั้น โรงเรียนคนตาบอดยังมีหอพักให้กับเด็กที่ออกไปเรียนข้างนอก ระหว่างเดินทางบนรถไฟฟ้า ผมก็มักจะคิดอยู่เสมอว่า ทำไมเราต้องแบกความกดดัน หรือแบกความหวังของคนอื่นไว้หมด การไปเรียนโรงเรียนใหม่ก็เหมือนการสร้างอะไรขึ้นมาใหม่ โดยที่เราไม่ต้องไปตามคนอื่น โรงเรียนคนตาบอด เขาก็จะมีแนวทางของเขา คนตาบอดต้องเป็นแบบนี้นะ แบบนั้นนะ แต่สำหรับผมมันเป็นเส้นทางใหม่ ตอนอยู่โรงเรียนคนตาบอด เราสร้างเรื่องกีฬา  เราลองว่ายน้ำ เล่นดนตรี เป็นสภานักเรียน แต่เมื่อไปเรียนอัสสัมชัญ ที่นั่นไม่มีครูที่จะเข้ามาดูแล เราต้องเรียนเอง ฟังเอง จัดการทุกอย่างเอง ผมดีใจที่ผ่านมาได้

นั่งมองดูพระจันทร์ที่มันกำลังกระจ่าง

สำหรับเรื่องเพลง ตอนเรียนประถมอยู่บุรีรัมย์ ผมได้พื้นฐานมาจากพ่อแม่ ตอนเด็กพ่อแม่พาไปทำนา เรามีวิทยุทรานซิสเตอร์ เราฟังเพลง สตริง ลูกทุ่ง เริ่มร้องตาม เราซึมซับ พ่อก็จะชอบร้องเพลง ร้องเพลงในวงเหล้า มีฉายาเหมือนนักร้องประจำหมู่บ้าน ผมก็ร้องเพลงตามพ่อ เมื่อโตขึ้น ผมชอบฟังเพลง ตอนเรียน ม.1 โรงเรียนคนตาบอดเราฟังเพลงหลายแนว เล่นในวงดนตรีของโรงเรียน ผมได้ฟังเพลงชื่อ “รักเมียที่สุดในโลก” ของ illslick เราก็สงสัย มันมีจังหวะที่แปลก ก็เลยลองฝึกแต่งเพลง แต่งเพลงแล้วก็จำไว้ในหัว มีความสุขเอง แต่ก็ไม่ได้ร้องเพลงที่แต่งให้ใครฟังอย่างจริงจัง เคยเอาไปร้องให้ครูฟัง เขาก็คงคิดว่าเราไม่ได้จริงจังอะไร

หลังจากนั้น ผมเอาเพลงที่แต่งไปให้เพื่อนที่เล่นเปียโนใส่คอร์ดให้ มีความสุขกับตนเอง มีความสุขกับเพื่อน กระทั่ง ช่วงประถมปลาย พี่บอลมาทำกิจกรรมกับคนตาบอด แล้วก็ลองเอาเพลงที่แต่งเองแชร์ในเพจ Facebook ชื่อเพลง “ขออภัยใจเธอ” อยู่ดีๆ ก็มีคนดูหลายแสนคน ครูก็บอกว่า ออกข่าวนะเนี่ย ออกข่าวช่อง 7 แล้วก็มีรายการ เดอะแร็ปเปอร์ มันเป็นรายการที่ใหม่มาก พี่บอลก็บอกมี illslick ไปเป็นกรรมการด้วย ผมก็บอกงั้นก็ไป ผมเข้ารอบออนไลน์ออดิชั่น เขาก็เรียกให้ไปร้องเพลงสด ก็ติดเข้าไปแข่งขัน แล้วผมก็เลือกเพลงคืนจันทร์ ของพี่เสก โลโซ มาทำ เขาก็ให้เวลาเราไปแต่งท่อนแร็ปของตนเอง เราก็เลยแต่งเพลงตรงนั้น เพราะเราแต่งเพลงอยู่ในหัวอยู่แล้ว คืนจันทร์ ก็กลายเป็นเพลงแร็ป (Rap) เพลง ฮิปฮอป (Hip Hop) ที่ผมนำมาคัฟเวอร์ใหม่เลยครับ

เราเป็นคนฟังเพลงแต่ไม่เคยแร็ป พอเข้าไปในรายการก็เจอแต่ศิลปินที่เขาเป็นแร็ปเปอร์ที่เราเคยเจอในรายการ ส่วนเรายังเป็นเด็กนักเรียน ผมไม่คุยกับใคร พอถึงรอบที่ได้ถ่ายทำก็ตื่นเต้นมาก ๆ ถ้าเราทำได้ เราก็จะสามารถปลดล็อคในใจตนเอง เมื่อเพลง “คืนจันทร์” ออกมาก็มีคนตอบรับ หลายคนทักมาแสดงความยินดี หลายคนชื่นชม บอกว่าเก่งมาก ผมเริ่มมีกลุ่มแฟนคลับของตนเอง เราคิดว่ามันชัดขึ้น เราต้องหาเงินมาทำเพลงของตนเอง เราไม่มีเส้นสาย ไม่มีอะไรเป็นของตนเองเลย เราไม่รู้เลยว่าต้องบันทึกเสียงที่ไหน ติดต่อใคร แต่ยังมีรุ่นพี่ช่วยถ่ายมิวสิควีดีโอ มีสตูดิโอบันทึกเสียงที่รู้จักกัน ผมเก็บเงินจากการแสดงดนตรีเพื่อมาทำเพลง

เอื้อมไปคว้าแต่ว่าช่างแสนไกล

ตอนที่ผมรู้สึกว่าตนเองปลดล็อค คือตอนที่กรรมการในรายการ เดอะแร็ปเปอร์ กดคันเร่งเพื่อเลือกเรา อย่างน้อยที่สุดเราก็รู้สึกว่า เพลงที่เราแต่มามันเข้าหูกรรมการ มียอดวิวคนดู มันเป็นการแข่งขันซึ่งไม่มีความน่าสงสารเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เรารู้สึกว่า เราได้ใช้ศักยภาพของเราจริงๆ พอเริ่มคิดจะทำเพลง เราก็ไม่รู้ว่า เราจะหาคนกดบีท (Hip-Hop) ได้ที่ไหน แต่ก็มีคนแนะนำกระทั่งได้บีทเพลงแรก ชื่อเพลง Right Here แล้วก็เข้าสู่กระบวนการเดิมคือแต่งเพลงจากกีตาร์ ตอนนั้นไม่รู้อะไร คือเพลงคนอื่นเขาทำยังไง เราก็พยายามทำให้ได้อย่างนั้น เรามีพื้นฐานจากโรงเรียนสอนคนตาบอด เขามีวิชาหนึ่ง คือ วิชาคอรัส (Chorus) เขาเอานักเรียนมาร้องประสานเสียงกัน แล้วแบ่งพาร์ต กัน โซปราโน(Soprano) อัลโต(Alto) เทเนอร์(Tenor) เบส(Bass) โซปราโน(Soprano) ผมอยู่พาร์ต เทเนอร์ ผมก็ได้ฝึกร้องประสานเสียงแต่สำหรับการแต่งเพลงผมก็ไม่มีทฤษฎีอะไร

ผมมองเห็นตนเองตามสื่อต่างๆ เรามีคนรู้จัก เรามองเข้าไปในโทรศัพท์ ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับเรา มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ตอนนั้นผมอายุ 15 -16 ปี ไม่รู้ว่าต้องรับมือกับความคาดหวังยังไง ตอนนั้นผมตกรอบ แต่ผมก็มีเพลง มีฐานแฟนคลับพอที่จะเปิดช่องยูทูป ก็มีเพลง Right Here ที่ยอดผู้ติดตาม 10 ล้านวิว แต่ถึงผมจะมีคนติดตามจำนวนมาก ผมก็ยังไม่มีเงินเพียงพอที่จะทำเพลงได้ตลอด เราก็ต้องเรียน พอเลิกเรียนก็นั่งเพลงหรือออกงานเพื่อนำเงินมาทำเพลง เหมือนกับต้องดูแลตนเอง เราไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่าสตูดิโอเป็นหลักหมื่นตลอด แต่ข้อดีคือเราเป็นที่รู้จักในกลุ่มของเพื่อนๆ เป็นที่ยอมรับมากขึ้น มีเพื่อนสนิท มีกิจกรรมได้ไปเข้าค่ายกับเพื่อนๆ เราพยายามกลมกลืนกับคนอื่นให้มากที่สุด ตอนเรียนจบ ม.3 เรามีอีโก้ เป็นสิ่งที่เด็กในโรงเรียนคนตาบอดไม่เคยทำได้ ออกจากโรงเรียนคนตาบอดมาอยู่เอง เพราะว่าจะได้รับงานได้ง่ายขึ้น (ปกติถ้าอยู่หอโรงเรียนจะออกจากโรงเรียนยากมากเพราะไม่มีผู้ปกครองมารับ)พอออกมาเช่าห้องกับเพื่อน พาเพื่อนที่ทำดนตรีด้วยกัน เราอยากพาเขามาทำดนตรีด้วยกัน คิดว่า ถ้ามีงานตลอดอย่าง น้อยก็มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่าห้องได้ แต่เป็นช่วงโควิด

ความจริงตบหน้าเรา มันไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเราตลอดไป ผมออกไปเปิดหมวกกับเพื่อน ตอนขึ้น ม.4 เราต้องแบ่งสายการเรียน มีเรื่องโควิด ผมก็ใช้เงินที่ได้จากการทำงานมาจ่ายค่าห้อง เงินค่าเปิดหมวกก็ได้บ้างครั้งละ 200-300 บาท บางทีจ่ายค่าเดินทางเงินก็หมด กินมาม่ากัน เราถึงเริ่มเข้าใจความยากลำบากของนักดนตรี อีกอย่าง เรามีปัญหาการเรียน เพราะเมื่อเปลี่ยนเป็นเรียนออนไลน์ ผมมีปัญหาสายตาก็ไม่สามารถเรียนได้เหมือนคนอื่น ตอนนั้น ผมอายุ 18 ปี ก็คิดว่า หรือเราจะออกมาทำเพลงอย่างเดียวดีไหม ตอนกลับเข้าไปเรียนในช่วงปกติ เพื่อนสนิทของผมย้ายไปเรียนสายอื่น ผมต้องทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากในการหาเพื่อนใหม่ ตอนนั้นในหัวเราคิด มีเงินจ่ายค่าห้องพอหรือเปล่า มีเงินพอจะทำเพลงอะไรได้บ้าง แต่เพื่อนๆในโรงเรียนคุยกันวันนี้เราไปเที่ยวที่ไหนดี ความต่างเริ่มชัดขึ้น กระทั่งผมตัดสินใจลาออกมาทำเพลง ผมออกโรงเรียนตอนเรียนอยู่ ม.4 เพื่อทำเพลง ตอนนั้นพ่อแม่ก็เหมือนจะไม่เห็นด้วยแต่พี่บอลช่วยพูดให้พ่อแม่เลยยอม

รออยู่ตรงนี้ต้องนานแค่ไหน

ผมมีสตูดิโอที่รู้จักกัน พี่ๆ เขาก็ให้ไปอัดเสียงโคฟเวอร์เพราะเราพอจะมีชื่อเสียงจากรายการเดอะแร็ปเปอร์ ตอนนั้นก็ไม่มีงานอะไรเข้ามาแล้ว แต่อย่างน้อยตอนผมอยู่ที่สตูดิโอมันก็ใกล้กับความฝันของผมที่สุด มันเป็นการอัดเพลง ถึงแม้จะเป็นเพลงของคนอื่น ผมอยู่อย่างนั้น แล้วก็เปิดหมวก หลังจากนั้น ก็รู้จักสตูดิโอ W.R.P. RECORD เขาก็ชวนผมมา บอกว่า ถ้าจะอัดเพลงอะไรก็มาอัดที่นี่เลย ตอนนั้นผมก็เริ่มอัดเสียงที่นั่น เหมือนเราให้วิธีการแต่งเพลงกับเขา เขาก็ได้ทำเพลงกับเรา ระหว่างนั้นผมก็เปิดหมวก ตอนแรกที่ทำเพลงผมเช่าหออยู่

หลังจากนั้น ผมก็ย้ายออกมาจากหอเพื่อเข้ามาทำเพลงที่สตูดิโอนี้เลย เหมือนเป็นพี่น้อง พี่คนไหนอยากอัดเพลง ผมก็จะเขียนเพลงให้พี่คนนั้นอัดคนนี้อัด เขาก็จะให้ผมเป็นผู้นำในการทำเพลง พี่บางคนเขาขับไรเดอร์ ขายพิซซ่า แต่เขามีใจรักในการทำเพลง ผมก็บอกเดี๋ยวผมทำให้ เขาก็ช่วยเหลือเราในการใช้ชีวิต แล้วเราก็มาทำเพลงลงในช่องของกลุ่ม เริ่มจากหลักร้อยวิว พันวิว หมื่นวิว เราคุยกันว่า ถ้าเรามีเพลงแบบหลักล้านวิวจะเป็นอย่างไรบ้าง เราทำเพลงกันเอง ในช่วง 2 ปี ผมทำเพลงประมาณ 500 เพลงได้ ได้อะไรมาเราก็ทดลอง ผมคิดว่า เพลงเหมือนวิทยาศาสตร์ มันลองจับสารตัวนั้น ผสมกับตัวนี้ สตูดิโอเหมือนแล็บการทดลองของผม ทั้งลูกทุ่ง ฮิปฮอป สตริง ร็อก

ตอนนั้นผมลงเพลงลงในช่องของผมแล้วมีคนดูประมาณ 7-8 แสน ก็มี DM ของพี่ Timethai เหมือนเขาจะเห็นใน tiktok เขาก็เลยทักมาว่า รับแต่งเพลงมั้ยครับ ตอนนั้นผมตื่นเต้นมาก เพราะก่อนหน้านี้ผมแต่งเพลงให้ตนเอง แต่งเพลงให้เพื่อน แต่ไม่เคยขาย แต่ก็บอกตนเองว่า ลองดู หลังจากนั้น ก็แต่งเพลงให้ Timethai เพลงที่ 1 2 3 4 ไปเรื่อยๆ เมื่อพี่เขาลงเพลงก็มีเพลงคือ เปิดใจไม่เปิดตัว หลังจากเขียนเพลงให้ Timethai ก็มีศิลปินท่านอื่นเริ่มอยากให้เขียนเพลงให้ เพราะเขาติดตามในเครดิต ศิลปินในวงการก็เริ่มได้เห็นตอนแรกก็เป็นกลุ่มเพลง ฮิปฮอป ก็มีพี่กวิน พี่ทีเจ ตอนนั้นเริ่มรู้สึกดี เริ่มอยู่ได้ มีเงินแบ่งเพื่อนในสตูดิโอ แบ่งให้ที่บ้าน ทำมาเรื่อยๆ หลังจากนั้นผมลงเพลงชื่อว่า 8 ข้อ เพื่อนๆ ให้การตอบรับดีมาก ก็เลยมีรายได้เรื่อยๆ ช่วงที่ทำงานเพลงให้คนอื่นเราก็เอาเงินมาทำเพลงตนเอง คอนเซปต์ เน้นสปอย ไม่เน้นปล่อย เพื่อนๆ เห็นเขาก็ชอบคอนเซ็ปนี้กัน คนดูก็มากขึ้น เราก็ใช้ฐานคนดูมาดูแลทีมของพวกเรา

ไม่อยากให้เป็นฝัน ที่ผ่านพ้นไป

หลังจากเขียนเพลงมากขึ้นเรื่อยๆ ก็มีศิลปินของค่าย DAZZ RECORDS คือ ZIYEN (ไซเยน) ธนบดี ใจเย็น เขาชวนผมทำเพลงเวอร์ชั่นอคูสติก ได้ไปทำเพลงที่สตูดิโอพี่หนึ่ง พอเจอพี่หนึ่ง อภิวัฒน์ นักร้องนำวง ETC ซึ่งเป็นผู้บริหารค่ายเพลง เขาก็ชวนทำเพลงอคูสติก ชวนคนแต่งมาร้องด้วย เราก็คุยกัน แลกเปลี่ยนทัศนคติ การพบเจอกับพี่หนึ่งมันเป็นจุดที่ทำให้งานของผม complete หรือมีความสมบูรณ์มาก เพื่อนๆ ของผมชอบเพลง ETC กันมาก เล่นเพลง ETC  ผมจึงได้ลองแต่งเพลงในแนวดนตรีที่ไม่เคยได้แต่งซึ่งผมชอบแนวเพลงอยู่แล้ว พี่หนึ่งชวนมาทำโปรเจกต์พิเศษ ETC One Shot ออกรายการช่อง ETC เอาเพลง 8 ข้อไปร้อง ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีมากๆ หลังจากนั้น ผมก็เริ่มแต่งเพลงกับพี่หนึ่ง ช่วงแรกแต่งได้ประมาณ 2-3 เพลง เขาก็ชวนแต่งเพลงอยู่เรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ชวนผมไปฟีเจอริ่ง (Featuring) ผมก็อึ้งเลยเพราะไม่คิดว่าเพลงจะพาผมมาได้ไกลขนาดนี้ พวกเราได้ทำเพลงที่ชื่อว่า “ไม่อยากให้เป็นฝัน” กับ ETC ซึ่งเป็นวงดนตรีที่มีฐานคนฟังที่กว้างมาก มีคนฟังทุกกลุ่มเจเนอเรชั่น

ถ้าเป็นเรื่องการทำงานกับ WRP เราเป็นเพื่อนกัน อยากอัดเมื่อไหร่ก็กระโจนเข้าห้องอัด เคาะบีทกัน มันเป็น Home cook (การอาหารทานเองที่บ้าน) แต่เมื่อทำเพลงกับพี่หนึ่งเหมือนเป็นการคิดมาแล้ว มีที่มาที่ไหน มีพี่โต้มาช่วยหาคอร์ด แต่สำหรับวิธีการแต่งเพลงของผมก็ยังใช้วิธีการเดิมคือการแต่งหน้าไมค์ ฮัมทำนอง เล่นดนตรี แล้วคิดกันหน้าไมค์เลย คือผมใช้วิธีการทำเพลงแบบฮิปฮอปมาผสมกับความละเอียดละออกับดนตรีบนดินทั่วไป เพลงก็จะมีจังหวะที่เร็วขึ้น

หากเป็นเพลงตนเองเราอยากทำอะไรก็ทำ เป็นงานคราฟท์ (Craft) เอามันส์ ส่วนงานที่ทำกับพี่หนึ่ง พอมีหลายคนมาช่วยออกมาความคิดเห็นงานจะมีความละเมียดละไม เหมือนเรากำลังสร้างปะติมากรรมอะไรขึ้นมาสักอย่างโดยที่มีหลักมีเหตุมีผล มีแนวดนตรีมารองรับ ความจริงการทำงานกับพี่หนึ่งก็เป็นสิ่งที่เกินฝันของผมมากๆ ก่อนหน้านั้น เราเล่นคอนเสิร์ตมาบ้าง แต่ไม่เคยมีเวทีไหนทำให้เรารู้สึกแบบนี้เลย เหมือนย้อนกลับไปในวันแรกที่ขึ้นเวที ผมสัมผัสได้ว่า พวกพี่เขายิ่งใหญ่มากเลย มันเป็นอะไรที่อบอุ่น อิ่มอกอิ่มใจ ผมก็ดีใจที่ทำให้เพื่อนๆ พี่มีความสุข

หวังว่าจะมีหนทางให้ฉันได้พบกับเธอ

ตอนนี้ผมสร้างฐานลูกค้าเขียนเพลง ฐานการทำงานค่อนข้างกว้างขึ้น เรามีศิลปินมากหน้าหลายตาที่เริ่มเข้ามาหา ผมเริ่มเซต W.R.P.RECORD ให้มีระบบระเบียบมากขึ้น ทำสตูดิโอใหม่ เพียงพอที่จะรองรับการทำงานของศิลปินที่จะเข้ามาหาเรา ช่วงเวลาที่ผ่านมา ถือเป็นการเดินทางผ่านทุกข์มากๆ กระทั่งทุกวันนี้ เราสามารถดูแลทีมงาน ดูแลคนข้างหลังเรา เพื่อนที่เคยทำงานด้วยกัน กลับมาทำงานในสตูดิโอของผม เขาเป็นเพื่อนคนตาบอดที่เคยช่วยผมทำบีท ทำดนตรี ผมรู้สึกว่า ผมยังสนุก เป็นอะไรที่สดใหม่ ผมยังอยากปล่อยให้โลกนี้ได้ชม แล้วยังมีพี่หนึ่ง มีพี่ชาย ที่คอยให้คำปรึกษาหลายๆ ผมรู้สึกว่า ผมเป็นคนที่โชคดีมากๆ

ย้อนกลับไปในวันเริ่มต้นทำเพลง ผมลืมตาตื่นเก็บที่นอนแล้วตั้งไมค์อัดเสียง ผมรู้สึกว่า เรามีต้นทุนน้อยกว่าคนอื่น เราต้องขยันกว่าคนอื่น ผมรู้สึกกระหายมัน ผมรู้สึกว่าเป็นคนที่กินน้ำเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม ผมจึงอยากทำมันเรื่อยๆ ผมแต่งเพลง บันทึกเสียง แต่งอัด แต่งอัด อยู่อย่างนั้น บางวัน 4-5 เพลง บางวัน 2 เพลง ผมชอบเปิดบีทแล้วฮัมทำนองฟรีสไตล์ คิดริทึม จังหวะใหม่ๆ ผมเอาดนตรีสไตล์ฮิปฮอปมาผสมผสานกับดนตรีให้ฟังง่ายขึ้น

สำหรับน้องๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้อง ในที่สุดแล้ว เราก็ต้องกล้าที่จะใช้ชีวิตเพื่อตนเอง (โดยที่ไม่เบียดเบียนใคร) โอกาสมันอาจจะไม่มีครั้งที่ 2 หรือ 3 ให้เราได้คว้าแล้ว อะไรที่เราพอจะสามารถทำได้ในทุกวันนี้แล้ว มันเราอาจเริ่มต้นจากความสุขอยู่ในห้อง สุดท้ายสิ่งที่เราทำมันจะตอบเราเองว่า มันจะพาเราไปไหน การวาดรูปที่ห้องมันอาจจะกลายเป็นการวาดรูปสอนคนอื่น หรือการวาดรูปขาย อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ถ้าเราไม่หยุดที่จะทำมัน ผมไม่เคยมีเข็มทิศชีวิต ไม่เคยคิดว่าชีวิตตนเองจะต้องไปถึงไหน ถ้าผมทุ่มเทมากพอ ให้ค่ามากพอ รักมันมากพอ สิ่งนั้นจะตอบผมเองว่ามันจะพาผมไปได้ถึงไหน

ถ้าเป็นแรงบันดาลใจ ถ้าปล่อยชีวิตเป็นไปตามกำหนดหรือตามสายลม มันก็เป็นแค่การปรับตัวให้เข้ากับสังคมเหมือนต้นไม้ที่โน้มเอนตามลม ไม่ให้หักโค่นได้ง่าย แต่ถ้าเราสร้างรากฐานในความสามารถตนเอง หรือมีความชอบ กล้าที่จะใช้ชีวิตเพื่อตนเอง เราก็จะยืนหยัดอยู่ได้ไม่ว่าลมจะแรงแค่ไหน มันอาจจะไปได้ไกลหรืออาจจะไปไม่ได้ไกลอันนี้ไม่รู้ แต่ มันคือการได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ