น๊อต สรรเพชญ มหาวัตร คือ มือกีตาร์ที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันได้รับรางวัล Champion of Overdrive Guitar contest ครั้งที่ 6ด้วยวัย 17 ปี เขามีเทคนิค วิธีการเล่น วิธีฝึกซ้อม ที่น่าสนใจซึ่งทำให้เขาสามารถพัฒนาฝีมือการเล่นกีตาร์ได้อย่างรวดเร็ว น๊อต สรรเพชญ เล่าว่า เขาฝึกซ้อม เริ่มศึกษาและวิเคราะห์การเล่นดนตรีของมือกีตาร์ มีโอกาสเล่นแจมกับมือกีตาร์จากต่างประเทศ เช่น Igor Paspaljและ James Norbert Ivanyi
วิเคราะห์หาเทคนิคเพื่อพัฒนาตนเอง
ผมเล่นกีตาร์โปร่ง เล่นกีตาร์ไฟฟ้า เล่นกีตาร์คลาสสิค ผมย้ายเข้ามาเรียนกรุงเทพ ตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดราชาธิวาส เล่นกีตาร์ในงานโรงเรียน เล่นดนตรีกับเพื่อนในโรงเรียน จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมจริงจังในการเล่นดนตรี คือ เรารู้จัก Yngwie Johan Malmsteen ตอนนั้น ผมอยู่ชมรมดนตรี คุณครูให้เพื่อนๆ นำวีดีโอ Yngwie ที่บ้านมาเปิดให้ดู นำดนตรีมาแชร์ความรู้กัน ผมฟังเหมือนท่วงทำนองเพลงคลาสสิกที่ แล้วก็รู้สึกรชอบ รู้สึกทึ่งว่า คนเราเล่นกีตาร์แบบนั้นได้ด้วยหรือ? ก็เกิดความสนใจ
ช่วงมัธยมปลายก็เรียนมัธยมปลายเอกดนตรีที่โรงเรียนมัธยมสังคีตวิทยา เริ่มฟังเพลงมากขึ้น ฟังเพลงของ Dream Theater ริทึ่มของ Dream Theater มีความซับซ้อนสวยงาม และมีลูกโซโล่แบบปั่นยับจึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจและฝึกซ้อมตาม ฝึกซ้อมถูกบ้าง ผิดบ้าง ซึ่งบางครั้งเวลาที่เราซ้อมดนตรีเราจะเจอจุดที่เรียกว่า “ตัน” เป็นจุดที่ต่อให้ฝึกซ้อมมากแค่ไหนก็ไม่มีทางพัฒนา ถ้าฝึกซ้อมเยอะแล้วทำไม่ได้ ก็เริ่มมีปัญหาเพราะการพัฒนาฝีมือไม่ใช่การใช้เวลาฝึกมากหรือน้อย ช่วงหลัง ผมศึกษามือกีตาร์เยอะมากและพยายามวิเคราะห์เทคนิค สิ่งที่ผมค้นพบ คือ มือกีตาร์บางคนดีดกีตาร์แบบ Economy Picking ได้โหดมากๆ เช่น Yngwie Malmsteen ส่วนมือกีตาร์ที่ Alternate Picking โหดมากๆ คือ John Petrucci
ผมได้คำตอบหลายอย่าง ตั้งแต่วิธีการออกแรง วิธีการจับปิ๊ก วิธีการบล็อก วิธีการวางมือ เมื่อเราเข้าใจ ตกผลึกบางอย่างและนำมาฝึกซ้อม ผมเหมือนฝึกกีตาร์ใหม่ เริ่มตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งการเริ่มฝึกกีตาร์ใหม่ สิ่งที่ทำให้ผมต้องฝึกใหม่ เพราะตอนเด็กผมเล่นได้ แต่เล่นไม่ดี ผมค้นพบตนเองตอนเข้าห้องบันทึกเสียง ตอนนั้นอายุ 16 ปี บันทึกเสียงเพลงลูกทุ่ง ผมเล่นและผมฟังเสียงที่อัดเข้าไป ก็ตกใจ ทำไมเสียงกีตาร์จึงแย่ขนาดนั้น
ตอนนั้นรู้สึกว่า ต้องทำอะไรสักอย่าง การที่เราฟังเสียงกีตาร์ขณะเล่นและนำเสียงบันทึกกีตาร์มาฟัง รายละเอียดต่างกันมาก ผมรู้สึกว่า เราเล่นไม่เคลียร์ ไม่ชัดเจน ตอนนั้น ผมไม่มีความคิดจะเล่นเร็ว แต่ผมอยากจะบันทึกเสียงเพียงครั้งเดียวแล้วผ่าน ตอนอายุ 17 ปี เมื่อฟังเสียงตนเองเล่นกีตาร์แล้วก็รู้สึกว่า ไม่ได้ 100% หลังจากนั้น จึงพบคำตอบของดนตรีว่า เสียงกีตาร์ที่ดีต้องประกอบกันครบ 3 อย่าง คือ 1.คุณภาพเสียงดี ชัด ฟังรู้เรื่อง 2 เคลียร์ ไม่รก 3. จังหวะนิ่ง ผมรู้สึกว่า ดนตรีทั่วโลกมีองค์ประกอบ 3 อย่าง ผมจึงกำหนดให้องค์ประกอบ 3 พยายามค้นหาระบบการบล็อกสายที่ให้เสียงเคลียร์ วิธีการดีดที่ชัดเจนและใช้แรงน้อยที่สุด สุดท้ายคือ เรื่องของจังหวะ ผมจะเคร่งกับเรื่องของจังหวะมากๆ เวลาเล่นกีตาร์กับ Metronome โน้ตตัวแรกตรง แต่โน้ตตัวอื่นไม่ตรง ผมแก้ไขด้วยการซ้อมกับ Metronome Subdivision
ฝึกซ้อมอย่างมืออาชีพ
ผมฝึกซ้อมกีตาร์กับ Metronome Subdivisions เพื่อทำให้การเล่นกีตาร์ตรงจังหวะ เมื่อทำได้แล้ว เราก็เหมือนขี่จักรยานเป็น เรากลับไปขี่จักรยานไม่เป็นไม่ได้อีกแล้ว โชคดีที่ช่วงเวลานั้น ผมทุ่มเวลาฝึกซ้อมกับ Metronome Subdivisions จนกลายเป็นทักษะ (Skill) ที่ติดตัวมาตลอด สำหรับเวลาการฝึกซ้อม ผมไม่ค่อยได้นับชั่วโมง เฉลี่ยวันหนึ่งก็ประมาณ 7-8 ชั่วโมง เมื่อโตขึ้นเราก็จะรู้ว่า เราทำไปได้ยังไง ซึ่งความจริงแล้ว การฝึกซ้อม จำนวนชั่วโมงในการฝึกไม่ได้สำคัญกว่า การฝึกซ้อมที่ถูกต้อง เราฝึกซ้อมดี มีประสิทธิภาพ หรือเปล่า? การฝึกซ้อมที่ดีที่สุด สำหรับผม คือ การฝึกซ้อมแล้วหยุดพัก อาจจะฝึกซ้อม 30 นาที พัก 10 นาที หากเราฝึกซ้อมโดยใช้เวลานานมากๆ สมาธิในการจดจ่อหรือ สมาธิในการควบคุมในการฝึกซ้อมให้เกิดความสมบูรณ์แบบก็จะลดลงเรื่อยๆ
การฝึกซ้อมเราก็ต้องดูก่อนว่า เป้าหมายในการฝึกของเราคืออะไร เราต้องเข้าใจก่อนว่า การฝึกให้อยู่ตัว กับ การฝึกเพื่อให้ทำได้ มันมีแนวคิดที่แตกต่าง การซ้อมให้อยู่ตัวง่ายกว่าเพราะเป็นการทำสิ่งที่เราทำได้ให้ทำได้อยู่ ในส่วนที่เราทำไม่ได้แล้วอยากทำให้ได้อันนี้ต้องฝึกและใช้สมาธิจดจ่อมาก เช่น ผมมีเป้าหมาย ฝึกซ้อมกีตาร์ให้เสียงเคลียร์ ชัดเจน ตรงจังหวะ ซี่งในช่วงเวลานั้น ผมเรียนรู้จากทุกอย่าง ซึ่งความรู้ใหม่ๆ มันมีมาตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ดนตรีแนวร็อก เพื่อจะลึกและหลากหลาย กีตาร์ควรจะ Overall ใช่ว่าเป็นสายปั่นก็จะปั่นอย่างเดียว คือถ้าเราเล่นได้ทั้งหมดเราก็ไม่ต้องไปเถียงกับใครแล้ว แต่ถ้าในส่วนของสปีดปิกกิ้ง ก็ควรจะมีความชัดเจน ความเคลียร และจังหวะให้แข็งแรง
การฝึกสปีดปิกกิ้ง สิ่งแรกที่เราควรตรวจสอบคือหูของเรา เราฟังความเร็วทันหรือเปล่า เหตุผลที่หลายคนเล่นเร็วไม่ได้เพราะหูเขาฟังไม่ทันแต่เขาไม่รู้ตัว เทคนิคของผมคือ ผมจะเปิด Metronome Subdivision และเปิดเป็นซิกทีนโน้ตแล้วเพิ่มความเร็วไปเรื่อยๆ ถ้าฟังความเร็วได้ 120 แต่ถ้าเพลง 150 เขาจะฟังไม่รู้เรื่องทันที ฟังไม่ออกก็ไม่สามารถเล่นได้ ผมฝึกฟังเมโทรนอมหลังเลิกเรียนในช่วงเดินทางกลับบ้าน ผมจะใส่หูฟัง แต่ไม่ได้ฟังเพลง แต่จะฟังเสียงของเมโทรนอม เมื่อหูเริ่มฟังเสียงของจังหวะ เราจะปรับรายละเอียดได้ เราก็จะเข้าใจว่า จังหวะแต่ละตัวโน้ตภายในห้องดนตรี มันเป็นยังไง
หลังจากนั้น ผมไม่เรียนต่อมหาวิทยลัยแต่เลือกศึกษาดนตรีด้วยตนเอง ช่วงเวลานั้น ผมเรียนพิเศษกับคุณครูหลายคน เรียนเกี่ยวกับเรื่องของทฤษฎีดนตรี ฝึกงานโปรดักชัน ตอนนั้น เริ่มทำงานในสายงานดนตรี เริ่มเล่นดนตรีอาชีพที่ร็อกผับกับวง Outro เป็นอาจารย์สอนพิเศษกีตาร์ ทำงานเบื้องหลัง บันทึกเสียงให้กับหลายๆ คน ถึงจุดหนึ่งก็ทำวง SEVEN SET กับค่ายเพลง บานาน่าเรคคอร์ด ทำงานเพลงโปรเจคเดี่ยวของตนเองเป็นเพลงบรรเลง
เล่นแจมกับนักดนตรีต่างประเทศ
สำหรับการแจมกับนักดนตรีต่างประเทศ อย่างเช่น Igor Paspalj ตอนนั้น ผมได้รับเชิญให้เล่นแจม ตอนนั้น เตรียมตัวไม่เยอะ เตรียมเพลงตนเองเล่น และมีเพลงแจมที่เราก็ไม่เคยได้ยิน การได้ฟังเวิร์คช็อป มีหลายอย่างที่ตรงกับสิ่งที่เราพยายามศึกษา เช่น เทคนิคมือซ้าย ซึ่งมีหลายอย่างเลยที่ตรงกับ Igor Paspalj คือ ในประเทศไทยมีช่วงหนึ่งมีความนิยมในการฝึกกำลังนิ้ว ซึ่งผมรู้สึกว่าการมีกำลังนิ้วมากๆ มันไม่จำเป็น เพราะยิ่งเล่นเร็วเท่าไหร่ มันจะต้องยิ่งเบา สมมุติว่า เราเจอใครสักคนที่สับไพ่ ต้องถามว่า คนที่สับไพ่เก่ง เขามีกำลังนิ้วเยอะหรือเปล่า ในกีตาร์ไฟฟ้าก็เช่นกัน แค่มีแรงกดสายแล้วมีเสียง แค่นั้น ที่เราต้องการ ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของเทคนิคและวิธีการ
เหตุผลที่หลายคนฝึกสปีดปิกกิ้งไม่ประสบความสำเร็จ (Speed Picking) เป็นเพราะ เขาแยกแรงขยับนิ้วออกจากแรงกดสายกีตาร์ไม่ได้ หมายความว่า เขาพยายามขยับนิ้ว เคลื่อนตำแหน่งของนิ้ว แต่เขากลับกดสายกีตาร์ด้วยแรงที่มากขึ้น ทำให้กร้ามเนื้อเกร็ง เมื่อเกร็งก็ยิ่งใช้แรงขยับ ยิ่งใช้แรงขยับก็ยิ่งใช้แรงกดสายมากขึ้น สุดท้ายก็จะปวดมือ แล้วก็เล่นไม่ได้ คือเราต้องแยกแรงกดสายกีตาร์ ออกจากแรงขยับนิ้วมือให้ได้ การกดสายกีตาร์ต้องกดเบาอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งนี้ตรงกับสไตล์การเล่นของ Igor Paspalj ส่วน James Norbert Ivanyi ซึ่งเป็นมือกีตาร์แนว Progressive มีการโชว์ริทึ่ม ไอเดียโซโล่ คนนี้ก็จะเป็นเรื่องของแนวคิดการสร้างเพลงมากกว่า ผมได้ความรู้จากเวิร์คช็อปเขาเยอะเลย ซึ่งมีความคล้ายกัน คือ มีความเป็นมือกลอง
การประกวดแข่งขันคือโอกาส
ผมอยู่ในจุดที่หลายคนมองเห็น ผมได้รางวัล Champion of Overdrive Guitar contest 6 ตอนอายุเพียง 17 ปี มีคนป้อนงานให้ทำ แต่การทำงานตั้งแต่เด็ก มีข้อเสีย เพราะงานส่วนใหญ่เป็นงานกลุ่ม คนเยอะ ผมยังเป็นเด็ก ขาดวุฒิภาวะ เอาแต่ใจ เมื่อผมนึกย้อนไปก็ทำให้คิดว่า บางสิ่งบางอย่างเราไม่น่าจะทำ การแข่งขันดนตรีเป็นประโยชน์กับผมมาก ล้อมรอบด้วยคนเก่ง ตอนเข้าประกวดแข่งขันผมปรับซาวด์กีตาร์ไม่เป็น ตอนนั้น ผมฟังเสียงกีตาร์หน้าตู้แอมป์ของผู้แข่งขันหลายคน ทุกคนซาวด์ดนตรีดีกว่าผมหมดเพราะตอนซ้อมดนตรีที่บ้านผมเปิดเสียงเบาๆ ไม่ใช้เสียงดัง เมื่อเจอของจริง มันเปิดโลก ทำให้เราสนใจเรื่องอุปกรณ์มากขึ้น
การเล่นกีตาร์เราก็ต้องค้นหาเสียงที่ดี หรือซาวด์กีตาร์ที่ดี มันมียุคที่เราเลือกเล่นเอฟเฟคก้อน สุดท้ายก็จบที่มัลติเอฟเฟค เพราะว่า เราสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเราเอง ถ้าหากเราใช้เอฟเฟคก้อน เราควบคุมตู้แอมป์หน้างานไม่ได้ว่า มันเป็นตู้ยี่ห้ออะไร แบบไหน หรือใช้ไมค์อะไรมาจ่อ มันต้องใช้ประสบการณ์สูงมากๆ ในการปรับเสียงให้ดี ซึ่งผมมักสงสัยอยู่เสมอว่า พี่หมู มือกีตาร์วง “คาไลโดสโคป” และ พี่ต้น มือกีตาร์วง “ดีเซมเบอร์” เขาใช้เอฟเฟคอย่างไร? ซาวด์กีตาร์ถึงออกมาดีในทุกงาน
ซาวด์กีตาร์ของผมเริ่มเข้าที่ตอนใช้มัลติเอฟเฟค กว่าจะรู้ว่า ใช้แอป์อะไร คาเร็คเตอร์แบบไหน การปรับโทนเสียงก็แล้วแต่ความชอบ บางครั้งเราอยากให้โทนเสียงโผล่ออกมา มีความจัดจ้าน เมื่ออายุมากขึ้น เราก็อยากให้โทนเสียงกีตาร์ออกมาตามแบรนด์ สำหรับการเล่นกีตาร์ การแต่งเพลง สไตล์การเล่นของผมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่า จะแต่งเพลงอะไร ผมรู้สึกตนเองว่า เราเป็นนักเล่าเรื่อง ถ้าเราอยากเล่าเรื่องแบบนี้ เราก็จะปรับโทนเสียงเป็นอีกแบบหนึ่ง เราอยากเล่าเรื่องอีกแบบ แล้วเราก็ปรับวิธีการเล่น ปรับโทนเสียงเป็นอีกแบบหนึ่ง ในช่วงที่ผ่านมา ผมาคิดและรู้สึกเพียงว่า อยากเล่นกีตาร์ให้ดี


