“บ้านสวนซะป๊ะพะเยา” เป็นผืนดินอุดมสมบูรณ์ใต้ร่มเงาผืนป่าต้นน้ำดอยหลวง มีสายน้ำแม่กาหลวงไหลผ่านสามารถเพาะปลูกพืชผลทำการเกษตรได้ตลอดปี ชวฤทธิ์ งามจิตร์ เจ้าของสวน อดีตพนักงานดีเด่นตำแหน่งหัวหน้างานโรงงานอุตสาหกรรม กำลังนั่งพรวนดินทดลองสูตรปุ๋ยอินทรีย์อยู่ในโรงเรือนระบบปิด บ้านสวนสะป๊ะพะเยา มีผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษจำหน่ายให้ร้านอาหารหลายแห่งในพะเยา เขาขายพืชผักทางโซเชียลมีเดียเป็นหลัก นับเป็นมิติใหม่ทางการเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดพะเยา

พนักงานดีเด่นโรงงานอุสาหกรรมยานยนต์

ผมเรียนช่างกลโรงงานเพราะไม่ชอบทำการเกษตร ตอนเด็ก มองเห็นพ่อแม่ลำบาก ทำไร่ข้าวโพดกลางแดดร้อน ผมจึงเลือกเป็นมนุษย์เงินเดือน สมัครทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง ทุ่เททำงาน จนได้รับรางวัลพนักงานดีเด่นของบริษัท มีโอกาสศึกษาดูงานต่างประเทศ และได้รับโอกาสเลื่อนเป็นหัวหน้างานดูแลในส่วนของสายงานซ่อมบำรุงเครื่องจักร (PM) โรงงานอุตสาหกรรม แต่เบื้องลึกในใจยังมองไม่เห็นความต้องการของตัวเองอย่างแท้จริง ผมอยากเป็นส่วนตัว จึงลาออกมาช่วยภรรยาขายอาหารแต่ชีวิตก็ยังเร่งรีบอีกเหมือนเดิม ผมมีชีวิตเป็นของตัวเอง มีอิสระทางความคิด ชอบทดลองและออกแบบสิ่งใหม่ ผมปรึกษากับภรรยาแล้วจึงเลือกทำงานเป็นเกษตรกร

ผมพบคำตอบของชีวิต เริ่มศึกษาการเกษตรอย่างจริงจัง ค้นหาข้อมูลแหล่งเรียนรู้งานเกษตรกรรมสมัยใหม่ สมัครเข้ารับการอบรมการทำเกษตรอินทรีย์ เรียนการปลูกผัก เรียนการทำน้ำหมักชีวภาพภายใต้การทำกสิกรรมไร้สารพิษ เดินทางจากจังหวัดระยองมาอบรมกรุงเทพบ่อยครั้ง เรียนกับอาจารย์ธงชนะ พรหมมิ หลังจากนั้นผมเริ่มค้นหาวัตถุดิบเพื่อทำน้ำหมักชีวภาพ ผมเตรียมตัวค่อนข้างดี ก่อนเริ่มทำการเกษตรอินทรีย์บนเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ในบ้านเกิด ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ตั้งชื่อสวนแห่งนี้ว่า “บ้านสวนซะป๊ะพะเยา”

โชคดีที่ครอบครัวมีพื้นฐานด้านการเกษตร มีทรัพย์สินเป็นที่ดินของครอบครัวโดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ตอนเดินทางกลับบ้าน ผมมีน้ำหมักชีวภาพสำหรับทำการเกษตรอินทรีย์จำนวนมาก ขนส่งมาจากจังหวัดระยอง สิ่งสำคัญเวลาเพราะกระบวนการหมักของน้ำหมัก จะมีการปลดปล่อยธาตุอาหารที่แตกต่างกัน ผมจึงทำน้ำหมักตั้งแต่ตอนอยู่ระยอง ผมทำการเกษตรอย่างจริงจังเริ่มจากการทำปุ๋ย ทดลองสูตรปุ๋ยหมักแต่ละสูตร มีโจทย์สำหรับการทำงานว่า ทำอย่างไรให้พืชผักทุกชนิดโตดี ผลิตดี เก็บรักษาได้นาน ปลอดภัยกับผู้บริโภค

พืชผักเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์คนโซเชียล

ผมคิดว่าเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์ทางธุรกิจ ผมขายผักสลัดกิโลกรัมละ 120 บาท มีราคาปลีกและราคาส่งตามจำนวน การกำหนดราคาผลผลิตเกษตรอินทรีย์ เป็นไปตามค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการดูแลเป็นพิเศษหลายขั้นตอน เป็นการรักษามาตรฐานราคาผักสลัดอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรจาก SDGsPGS  หากกำหนดราคาให้เหมือนตามท้องตลาด คนทำเกษตรอินทรีย์ก็คงหันไปทำเกษตรกรรมแบบเดิม คือการใช้ยาฆ่าแมลง ใช้สารเคมี

ผมปลูกผักราคาสูงแต่สามารถขายได้ทั้งปี การปลูกผักสลัดเป็นโจทย์ค่อนข้างยากเพราะอากาศบ้านเราเปลี่ยนแปลงบ่อย แสงแดดแรงหรือน้อยเกินไปทำให้ผักสลัดเสียรูปทรงได้ง่าย จำเป็นต้องมีเทคนิคการดูแลใส่ปุ๋ยอินทรีย์และการให้น้ำ เทคนิคเหล่านี้ผมได้เรียนรู้ผ่าน “เกษตรสุขกลางกรุง” ซึ่งถือเป็นอาจารย์คนสำคัญ ผู้บริโภคบ้านเรามีความต้องการเกษตรอินทรีย์จำนวนมาก เราจะต้องพัฒนาตัวเองให้สามารถปลูกผักให้กับผู้บริโภคได้ตามต้องการ

ผมทดลองทำแปลงปลูกยกสูงเพื่อแก้ปัญหาวัชพืช เริ่มทำโรงเรือนระบบปิดแก้ปัญหาเรื่องแมลง พื้นที่โรงเรือนประมาณ 1 งาน ต้องบริหารจัดการปลูกพืชให้ได้ผลผลิตตามจำนวน มีวิธีการปลูกเป็นลำดับตามแปลงก่อนหลัง เพื่อให้มีผลผลิตป้อนสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง สำหรับผมคิดว่า การทำการเกษตรยุคสมัยใหม่ โรงเรือนมีความจำเป็นเพราะเราต้องการควบคุมคุณภาพผัก ผมมีบทเรียนสำหรับการเพาะปลูก ผมปลูกผักสลัดกำลังจะเก็บขายในวันรุ่งขึ้น พอถึงช่วงเย็นของวัน ฝนตกหนักผักสลัดใบแตกเสียหายเก็บเกี่ยวขายไม่ได้ นั่นคือข้อเสียของระบบเปิด

ตลาดขายผักยุคสมัยใหม่คือโซเชียลมีเดี่ย เราควรสร้างเรื่องราวในกิจกรรมการเพาะปลูกของเราให้ลูกค้าได้รับรู้ จึงจะเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการเพาะปลูกแบบอินทรีย์ เมื่อผักเติบโตพอเก็บเกี่ยว ผมจะโพสต์คำเสนอขายกับรูปผักลงโซเชียล หลังจากนั้นจะมีคนสั่งซื้อทำให้ผักสามารถขายผักได้ตลอด ตอนเริ่มทำการเกษตร ผมคิดจะหิ้วผักไปเสนอขายตามร้านอาหาร ผมไม่อายเพราะผมคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว แต่สุดท้าย ร้านอาหารกลับติดต่อซื้อผักจากผมผ่านโซเซียล ผมคิดว่าความต้องการผักปลอดสารพิษของคนในโซเซียลมีเยอะมาก การโฆษณาสินค้าผ่านโซเชียลมันมีรูปแบบการโฆษณาของมัน สิ่งสำคัญคือการทำผลผลิตทางการเกษตรให้เติบโต ทำการเกษตรให้เป็นไปตามลำดับ เริ่มตั้งแต่ทำปุ๋ยอินทรีย์ ทำน้ำหมัก ดูแลผัก เก็บเกี่ยวผลผลิต

ม.พะเยา แหล่งนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์

การทำงานด้านการเกษตรต้องมีความรู้ความเข้าใจ เพราะถ้าขาดความรู้เราจะแก้ปัญหาด้วยตนเองไม่ได้ เช่น พืชของเราป่วยควรรักษาอย่างไร วัชพืชควรจัดการแก้ปัญหาแบบไหน หากไม่มีความรู้เรื่องปุ๋ย เรื่องธาตุ NPK และดิน เราก็จะกลับไปสู่วังวนของปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง เมื่อพืชผักไม่อุดมสมบูรณ์ เราจะหมดศรัทธาในเกษตรอินทรีย์ บางคนมีข้ออ้างสำหรับความล้มเหลว เช่น ดินไม่ดี ความจริงเราปลูกผักเติบโตบนดินได้เกือบทุกประเภทดินเพราะดินคือสถานที่ยึดเกาะรากพืช ดินเหมือนจานข้าวที่เราต้องเติมอาหาร (อินทรีย์วัตถุ) ต่อมาเรื่องน้ำหมักชีวภาพควรจะผลิตอย่างไร ใช้ระยะเวลาในการหมักนานเท่าไหร่ ใช้น้ำหมักชีวิตภาพอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ผมได้รับความอนุเคราะห์จากมหาวิทยาลัยพะเยา เรื่องการวิจัยและการรับรองมาตรฐานผ่านห้องปฏิบัติการ โดยส่วนตัวผมชอบทดลองงานด้านการเกษตร เมื่อเข้าสู่ระบบการวิจัยก็จะมีผลและมีการจดบันทึกอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันผมทดลองวิจัยการปลูกผักปลอดปรสิต เป็นงานวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ศาสตร์ และทำงานวิจัยเรื่องเกษตรอินทรีย์กับคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสมาชิกของเป็นสมาชิกของสมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนพะเยา ภายใต้การบริหารจัดการของ ผศ.น.สพ.สมชาติ ธนะ ,ผศ.ดร.วาสนา พิทักษ์พล ,ผศ.ดร.บังอร สวัสดิ์สุข และทีมวิจัย ซึ่งผมรู้สึกขอบคุณมากที่ช่วยผลักดันและชี้แนะแนวทางการเกษตรที่ถูกต้อง

ตอนนี้ผมมีชีวิตเป็นอิสระ สามารถใช้ความคิด ออกแบบชีวิต ออกแบบการทำงาน เปลี่ยนแปลงรูปแบบได้ตามความเหมาะสม ผมมีชีวิตพอเพียง มีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ มีสายน้ำแม่กาหลวงเป็นแหล่งน้ำทำการเกษตรได้ตลอดปี ผืนดินเพาะปลูกล้อมรอบด้วยภูเขา มองออกไปเห็นดอยหลวงซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ ผมมีชีวิตที่ดี เริ่มทำงานตั้งแต่ช่วงเช้า ช่วงบ่ายแดดร้อนก็ทำงานในร่มเพาะกล้าผัก ช่วงเย็นแดดร่มเริ่มทำงานในโรงเรือน ตะวันลับหลังดอยหลวงก็เริ่มเปิดไฟ เปิดเพลงฟัง ทำงานอยู่กับภรรยาในโรงเรือนถึงเวลาสามทุ่ม “บ้านสวนซะป๊ะพะเยา” ไม่เคยเงียบเหงาและเราพร้อมเปิดรับผู้มาเยี่ยมชมเสมอ

เรื่อง /ภาพ ร.ต.อ.ทรงวฒิ จันธิมา (กระจอกชัย)  เรียบเรียง  ผศ.น.สพ.สมชาติ ธนะ