น้อยคนนักจะรู้จักตัวตนของ “เกื้อพงษ์ ชัยดรุณ” นักวิชาการอิสระวัย 63 ปี ใช้ชีวิตอย่างสมถะ ชอบเดินทางสำรวจแหล่งโบราณสถานในจังหวัดพะเยา เวลา 35 ปี ของการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์โบราณคดีท้องถิ่น การค้นพบหลักศิลาจารึกโบราณเป็นงานที่เขาสนใจและทุ่มเทจิตวิญญาณให้กับการอ่านการแปล ส่งผลต่อบทความวิชาการด้านประวัติศาสตร์เมืองพะเยาให้เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย งานเขียนบทความทางวิชาการได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือเผยแพร่จำนวนกว่า 30 เล่ม บทความทางวิชาการถูกอ้างอิงและจัดทำเป็นแผนพัฒนาจังหวัดพะเยา

ศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านศิลาจารึก  

ผมเรียนจบรัฐศาสตร์ ภายหลังกลับมาทำงานที่บ้านเกิดจังหวัดพะเยา มีเหตุบังเอิญหรือธรรมจัดสรร ทำให้ผมรู้จักกับ ศ.ธวัธ ปุณโณทก ผู้เชี่ยวชาญด้านจารึกและอดีตราชบัณฑิตของไทย ท่านได้ทำการสำรวจศิลาจารึกเมืองพะเยาเมื่อ พ.ศ. 2529  ผมทำหน้าที่พาท่านอาจารย์สำรวจศิลาจารึกตามวัดต่างๆ ได้คลุกคลีเห็นวิธีทำงาน เช่น การอ่านจารึก การทำสำเนาจารึก การถ่ายภาพจารึก ทำให้ผมสนใจอยากศึกษาเรียนรู้

สมัยก่อน การค้นพบหลักศิลาจารึกต้องทำหนังสือส่งเรื่องให้กรมศิลปากรเพื่อส่งเจ้าหน้าที่คัดสำเนาจารึกแปลเป็นเอกสาร กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการใช้เวลาเป็นปี ปัญหาเกิดจากท้องถิ่นขาดบุคลากร ขาดนักวิชาการด้านจารึก จึงจำเป็นต้องพึ่งพาส่วนกลางเพื่อช่วยในการอ่านการแปล จารึกเมืองพะเยาเป็นประเภทศิลาหินทราย ส่วนใหญ่เป็นจารึกอักษรฝักขาม ยุคสมัยนั้นไม่มีผู้เชีี่ยวชาญอักษรฝักขาม ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นส่วนใหญ่อ่านอักษรธรรมล้านนา

ด้วยเหตุนี้ผมจึงเกิดประกายความคิด อยากศึกษาวิธีการอ่านจารึกตัวฝักขามอย่างจริงจัง จึงนำเรียนกับท่าน ศ.ธวัช ปุณโณทก ว่าผมสนใจศึกษาการอ่านจารึก ท่านอาจารย์มอบหนังสือแบบเรียนการอ่านจารึกอักษรฝักขามให้กับผม ผู้แต่งคือ รศ.ดร.กรรณิการ์ วิมลเกษม ผมศึกษาย่างจริงจัง โดยมีครูบาอาจารย์หลายท่านให้คำปรึกษา ที่มิอาจลืมพระคุณได้คือ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ พระวิมลญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดลี และ ศ.ธวัช ปุณโณทก

ผมมีโอกาสเรียนรู้จากจารึกของจริง คุ้นเคยกับลายมือและสังเกตความแตกต่างจากการสัมผัสศิลาจารึกแต่ละหลัก การอ่านจารึกจากสำเนากระดาษสา มีข้อจำกัดอย่างหนึ่งคือ ถ้าสำเนาไม่ชัดเจนอาจทำให้การอ่านเกิดข้อผิดพลาด ฉะนั้นการทำสำเนาจารึกจะต้องพิถีพิถันในการทำสำเนา วิธีการอ่านจารึกอ่านได้หลายแบบ อ่านจากสำเนากระดาษสา อ่านจากภาพถ่าย การอ่านจารึกที่ดีคืออ่านศิลาจารึกจากต้นฉบับ ส่วนภาพถ่ายปัจจุบันมีเทคโนโลยีทำให้ภาพถ่ายจารึกสามารถอ่านได้ชัดเจน ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ สามารถนำมาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ได้

มองการเมืองโบราณผ่านประวัติศาสตร์

การเรียนรัฐศาสตร์ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลง่ายขึ้น บางครั้งเนื้อหาจารึกมีเรื่องของประวัติศาสตร์สอดแทรกอยู่ เราต้องวิเคราะห์หาเหตุผล จารึกบางหลักมีเรื่องราวการเมือง เช่น จารึกวัดสุวรรณมหาวิหาร ลพ.9 เป็นจารึกของเมืองพะเยา พ.ศ.1954 กล่าวถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งในราชสำนักเชียงใหม่ เมื่อพระมหาเทวีและอาวเลี้ยงของพระญาสามฝั่งแกน พร้อมทั้งขุนนางราชสำนักร่วมรัฐประหารปลดพระญาแสนเมืองมาออกจากการเป็นกษัตริย์เมืองเชียงใหม่ แล้วยกพระญาสามฝั่งแกนพระโอรสพระญาแสนเมืองมาขึ้นเป็นกษัตริย์แทน ขณะนั้นยังทรงพระเยาว์มีพระชนมายุเพียง 13 พรรษา พระมหาเทวีในฐานะเป็นพระมารดาจึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ส่วนอาวเลี้ยงได้รับการปูนบำเหน็จแต่งตั้งให้เป็นเจ้าสี่หมื่นปกครองเมืองพะเยา เมื่อ พ.ศ. 1954 

เหตุผลสามารถวิเคราะห์ออกเป็นสองนัยยะ เหตุผลแรกอาจเป็นเพราะมีพระประสงค์จะตอบแทนบุญคุณอาวเลี้ยงที่มีส่วนช่วยสนับสนุนพระญาสามฝั่งแกนขึ้นเป็นกษัตริย์เมืองเชียงใหม่สำเร็จ อีกเหตุผลหนึ่ง อาจเป็นเพราะพระมหาเทวีต้องการจะขจัดอิทธิพลของอาวเลี้ยงซึ่งขณะนั้นเป็นผู้มีบทบาทและอิทธิพลสูงในราชสำนักเชียงใหม่

ตัวอย่างการวิเคราะห์จารึกผิดพลาด เช่น จารึกสมเด็จราชาอโสกราช พย. พ.ศ. 2021 เป็นจารึกที่พบในเมืองพะเยา ปัญหาเกิดจากการทำสำเนาไม่ชัดเจนและตัวอักษรในจารึกลบเลือน จึงทำให้การ อ่าน-แปล บางประโยคคลาดเคลื่อน เช่นประโยคที่ว่า สมเด็จราชาอโสกราชเจ้าเมืองพิงค์ ( ซึ่งหมายถึง พระเจ้าติโลกราช) อ่านคลาดเคลื่อนเป็น” สมเด็จพระสังฆราช เจ้าเมืองพิงค์” กลับกลายว่า มีบุคคล 2 คน คือ พระสังฆราชกับเจ้าเมืองพิงค์ ความจริงมีเพียงบุคคลเดียวคือ พระเจ้าติโลกราช ส่วนคำว่า “สมเด็จราชาอโสกราช” นั้นเป็นคำกล่าวยกย่องพระเจ้าติโลกราชเปรียบเสมือนเป็นพระเจ้าอโสกราช

ประโยชน์จากข้อมูลจารึก

ข้อมูลจากจารึกใช้ประโยชน์ได้หลายมิติ เช่น ถ้าจะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการแพทย์มีข้อมูลจารึกที่อ้างถึงโรคภัยที่เกิดขึ้นในสมัยโบราณ เรื่องแรงงานมีข้อมูลจารึกเรื่องระบบการควบคุมแรงงานที่เป็นข้าวัดซึ่งมีการอธิบายอยู่ในจารึกชัดเจน แม้กระทั่งเรื่องความขัดแย้งทางพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ 2 นิกาย คือ นิกายคามวาสีกับนิกายอรัญวาสี ก็ปรากฏเหตุการณ์อยู่ในจารึก

ระบบการจดบันทึกจดหมายเหตุของบ้านเราไม่เหมือนจีน จีนมีการจดบันทึกที่เป็นระบบกว่าและค่อนข้างเชื่อถือได้ โดยเฉพาะความแม่นยำเรื่องศักราช ราชสำนักจีนกษัตริย์เป็นผู้คัดเลือกราชบัณฑิตให้ทำหน้าที่บันทึกเหตุการณ์ในรัชสมัยของพระองค์ แตกต่างจากไทยซึ่งเป็นบันทึกจากคำบอกเล่าสืบต่อกันมา เช่น ตำนาน พงศาวดาร โอกาสคลาดเคลื่อนของประวัติศาสตร์จึงมีสูง เว้นแต่จารึกซึ่งบันทึกเหตุการณ์ในขณะเวลานั้น หรือเวลาใกล้เคียงกับเหตุการณ์

หลักฐานทางประวัติศาสต์ที่ค้นพบ

พ.ศ. 2559 เกิดวิกฤตภัยแล้งอย่างรุนแรงน้ำในกว๊านพะเยาแห้งขอดจนสามารถเดินลงไปได้ ผมมีโอกาสเดินสำรวจแหล่งโบราณสถานที่เคยจมอยู่ใต้น้ำในกว๊านพะเยา พบซากวัดโบราณ เศษวัตถุโบราณ เช่น เครื่องปั้นดินเผา ครกหินบดยา ประติมากรรมหินทราย เครื่องใช้ทำด้วยโลหะ ผมเชื่อว่า เมืองพะเยายุคแรกอยู่บริเวณกว๊านพะเยาอันเป็นบริเวณราบลุ่มแม่น้ำอิง แต่ตอนนั้นยังไม่พบหลักฐานทางวัตถุสนับสนุนข้อสันนิษฐาน หลังการสำรวจปี พ.ศ. 2559 พบหลักฐานสำคัญทางโบราณคดีจำนวนมาก โดยเฉพาะโบราณวัตถุเครื่องปั้นดินเผาอายุเก่าแก่ร่วมสมัยอาณาจักรหริภุญชัย

พงศาวดารโยนกกล่าวถึงลักษณะเมืองพะเยาสมัยขุนจอมธรรม บรรยายตำแหน่งที่ตั้งเมืองพะเยาอยู่บริเวณหางดอยด้วนหรือบริเวณที่เรียกว่า “สบต่ำ”หรือ “สบต๋ำ” ใกล้กับแม่น้ำอิง ทิศอีสานและพายัพมีหนองน้ำใหญ่ ขนาดเมืองกว้าง 1,000 วา ยาว 1,000 วา บริเวณที่ตั้งเมืองเคยเป็นเมืองโบราณมาก่อน มีซากโบราณสถาน เศษเครื่องถ้วย เครื่องมือเครื่องใช้โลหะและครกศิลา (ครกหินบดยา) จำนวนมากกระจัดกระจายทั่วบริเวณ เมืองพะเยายุคแรกตั้งอยู่บริเวณกว๊านพะเยาอันเป็นพื้นที่ “สบต่ำหรือสบต๋ำ” คือ บริเวณวัดติโลกอารามจรดไปถึงโบราณสถานบ้านร่องไฮ (โลกติลกสังฆาราม) ผมยืนอยู่บนสะพานขุนเดชเพื่อสำรวจภูมิประวัติศาสต์พบว่า พื้นที่ผิวน้ำลาดเอียงต่ำไปทางบริเวณสบต่ำหรือสบต๋ำ

การศึกษาประวัติศาสตร์ต้องดูภูมิศาสตร์กายภาพประกอบ หลังสร้างประตูกั้นน้ำกว๊านพะเยา พ.ศ. 2484 มีการถ่ายภาพทางอากาศพบซากเมืองเก่าและแนวคูเมือง เป็นหลักฐานสำคัญว่า กว๊านพะเยาเป็นที่ตั้งเมืองโบราณ สอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีและโบราณวัตถุที่ค้นพบในบริเวณ “โลกติลกสังฆาราม” ที่มีอายุร่วมสมัยอาณาจักรหริภุญชัยหรือก่อนยุคล้านนา

การทับซ้อนของหลักฐานทางประวัติศาสตร์

การขุดค้นซากวัดโบราณบริเวณ “โลกติลกสังฆาราม” ใน พ.ศ. 2560 พบว่า มีการสร้างวิหารทับซ้อนกับวิหารเก่าอายุร่วมสมัยอาณาจักรหริภุญชัย ส่วนบริเวณ “วัดติโลกอาราม” พบว่ามีการสร้างทับซ้อนวิหารร่วมสมัยอาณาจักรหริกุญชัยเช่นกัน การขุดค้นทางด้านโบราณคดีสอดคล้องทำให้เชื่อได้ว่า เมืองพะเยายุคแรกหรือยุคก่อนล้านนาอยู่ในบริเวณกว๊านพะเยา แต่น่าเสียดายที่ขาดงบประมาณสานต่อ ทำให้งานขุดค้นโบราณคดีต้องหยุดชะงักลง

ปัจจุบันการรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์พะเยายังไม่เป็นระบบ เราต้องสร้างหอสมุดรวบรวมเป็นคลังข้อมูลความรู้ด้านประวัติศาสตร์โดยเฉพาะ ใช้เทคโนโลยีนำเสนอประวัติศาสตร์ให้น่าสนใจ ตื่นตาตื่นใจ ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพแต่ใช้ประโยชน์ได้เพียงไม่มีส่วน ผมศึกษาดูงานหลายประเทศ ประเทศไทยยังล้าสมัยในเรื่องการนำเสนอ ส่วนข้อมูลก็ยังไม่มีการปรับปรุง นั่นเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนหนังสือ ปัจจุบันผลงานทางวิชาการของผมพิมพ์เผยแพร่กว่า 30 เล่ม เนื้อหาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และข้อมูลหลักศิลาจารึกเมืองพะเยา ผมหวังว่า จะเป็นข้อมูลสำหรับคนรุ่นหลังได้สืบค้น ไม่ต้องเหมือนคนรุ่นผมที่ต้องศึกษาค้นคว้าด้วยความยากลำบาก

การก่อสร้างวัดติโลกอารามกับประวัติศาสตร์  

สำหรับผมการสร้างวัดคือ การจรรโลงพุทธศาสนาและสนับสนุนให้คนทำความดี กิจกรรมส่งเสริม เช่น กิจกรรมเวียนเทียนกลางน้ำ ไม่มีอะไรเสียหาย มีแต่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นและทำให้คนฝักใฝ่ในพุทธศาสนา เป็นเรื่องดีที่เราสามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบททางสังคม แต่ต้องดูแลสิ่งแวดล้อม เคารพกฎหมายและปฏิบัติตามระเบียบ ไม่ให้เดือดร้อนเสียหายต่อสังคมส่วนรวม ยุคสมัยหนึ่งพระญายุทธิษฐิระมาสร้างวัดติโลกอาราม อีกสมัยหนึ่งเจ้าหัวแสนกัลยาณก็ฟื้นฟูวัด ถ้าเราจะฟื้นฟูวัดในยุคสมัยของเรา ก็เป็นการสืบต่อพุทธศานา อันเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนควรกระทำ

สิ่งที่ควรตระหนักที่สุดคือการรักษาสิ่งแวดล้อม ส่วนการออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งที่ไม่ควรกังวลเพราะอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศน์ศิลป์ และเจริญ มาบุตร ศิลปินคนพะเยาร่วมกันออกแบบ เมื่อสร้างวัดติโลกอารามแล้วเสร็จจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยา นักท่องเที่ยวจะมีจำนวนมากขึ้น ภาพรวมเศรษฐกิจเมืองพะเยาจะเติบโต

นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์

การทำงานด้านประวัติศาสตร์แม้ทุกข์กายแต่ก็สุขใจ ผมได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่อยากฝากเป็นข้อคิดคือ การทำงานภาคสนาม สถานที่บางแห่งการเดินทางลำบาก กว่าจะได้ข้อมูลต้องใช้เวลาและความอดทน การรวบรวมข้อมูลเพื่อเขียนบทความแต่ละชิ้นใช้เวลาแรมปี แต่มีบางคนคัดลอกผลงานไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ผมคิดว่าเป็นเรื่องของมารยาทและจิตสำนึกแม้เป็นเรื่องปกติของสังคมไทย แต่ในต่างประเทศเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

อีกประการหนึ่งจะเห็นได้ว่า นักประวัติศาสตร์บ้านเราส่วนใหญ่รับราชการ ชีวิตความเป็นอยู่สมถะขาดการดูแลหรือให้ความสำคัญ แตกต่างกับนักประวัติศาสตร์เมืองนอก ได้รับทุนสนับสนุนส่งเสริมจากรัฐบาลหรือองค์กรเอกชน ทำให้เขาสามารถดำรงชีวิตอย่างไม่ลำบาก สำหรับผมโชคดีมีอาชีพหลักช่วยสนับสนุนจึงไม่มีผลกระทบ แม้การทำงานด้านประวัติศาสตร์ใช้เงินทุนของตนเองในฐานะนักวิชาการอิสระ แต่ผมก็ทำงานด้วยใจรัก ผมภูมิใจที่ทำประโยชน์ให้บ้านเมือง ตอบแทนบุญคุณให้กับแผ่นดินเกิด

 สัมภาษณ์ / ภาพถ่าย ร.ต.อ.ทรงวุฒิ  จันธิมา (กระจอกชัย)