กิตติศักดิ์ ฝั้นสาย (KITTISAK FANSAI) คือศิลปิน ทำงานปฏิมากรรมคู่ขนานกับการศึกษาพุทธธรรม ตามคำสอนพุทธศาสนา เขาจบการศึกษา ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ,ปริญญาโทมหาวิทยาลัยศิลปากร, หลักสูตร สาขาวิชาพุทธศิลปกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้รับรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จากการประกวดโตชิบา “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ซึ่งตลอดระยะเวลาแห่งการศึกษา กิตติศักดิ์ ฝั้นสาย นอกจากจะเรียนรู้ศิลปะเขายังเข้าใจความทุกข์อันมีอยู่ในตัวตน เขาเฝ้ามอง เรียนรู้ ทำความเข้าใจความทุกข์ซึ่งมีอยู่ในตัวตน

เด็กชายที่เติบโตในหมู่บ้านน้ำเต้า
ตระกูลของผม สืบเชื้อสายชาวไทยใหญ่ อพยพจากประเทศพม่ามาทำงานเครื่องปั้นดินเผาที่ประเทศไทย หมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่เรียกกว่า “หมู่บ้านน้ำต้น” งานเครื่องปั้นดินเผาส่วนใหญ่คือ งานปั้นน้ำต้น ผมเรียนรู้งานปั้นตั้งแต่เด็ก เรียนรู้การปั้นน้ำต้น ปั้นโคมประทีป ชอบเรียนศิลปะ รู้สึกตัวว่าชอบทำงานศิลปะขณะเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ครูมอบการบ้านให้ผมวาดภาพเกี่ยวกับสุภาษิตคำพังเพย ผมรู้สึกประทับใจมากตอนที่ครูเลือกผลงานของผมติดไว้ที่บอร์ดของโรงเรียน ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อาจารย์ก็จะเขียนลงในบันทึกรายงานผู้ปกครองหรือใบเกรดว่า ผมมีพรสวรรค์ด้านศิลปะ
ผมเรียนหนังสือจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนา เชียงใหม่ หลังเรียนจบ ผมใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย ใช้ชีวิตอย่างขาดความสุข น้าของผมชวนมาทำงานปั้นที่หมู่บ้านน้ำต้น อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ผมเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตว่า “ทำไมชีวิตจึงไม่มีความสุข” ตั้งคำถามว่า “ชีวิตของเราชอบทำอะไร” ผมตัดทางเลือกของชีวิตออกทีละหนทาง ผมพบว่า ผมชอบศิลปะ ตอนทำงานปั้นแล้วออกบูธแสดงสินค้าตามสถานที่ต่างๆ ผมจะรู้สึกตื่นเต้นเพราะจะได้พบกับเรื่องราวใหม่ๆ พบกับผู้คน พบกับสล่าล้านนา
การทำงานศิลปะในช่วงแรก เป็นการทำงานเชิงอนุรักษ์ รูปร่างของงานเปลี่ยนแปลงตามความคิด มีลายดอกไม้ มีภาพนูนต่ำนูนสูง ผมเริ่มสงสัยเรื่องราวศิลปะเยอะมาก อยากรู้ว่า “ศิลปะคืออะไร” อาจารย์แปลก จิตเฟื่องฟู ท่านเป็นช่างเขียนลายเส้น ก็ชวนผมไปเรียนพุทธศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เชียงใหม่ ผมจึงตัดสินใจสมัครเรียน ตั้งต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ทำงานศิลปะอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของชีวิต
การเรียนศิลปะที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อาจารย์จะมอบงานให้ทำ เมื่อทำงานเสร็จอาจารย์ก็จะนำผลงานมาติดบนกระดานแล้ววิพากษ์วิจารณ์ ผมตั้งใจทำงานศิลปะมาก แต่ในขณะเวลาวาดภาพ ผมกลับรู้สึกอึดอัด เกิดความเครียด ผลงานศิลปะที่ออกมาก็จะรู้สึกเครียด แต่เมื่อผมทำงานปั้น จิตใจของผมสงบ ทักษะการปั้นเป็นไปตามความคิด งานปฏิมากรรมช่วงแรกของผมจะมีลักษณะเป็นเจดีย์ คลี่คลายสู่ผลงานกึ่งนามธรรม ผลงาน “บัวสี่เหล่า” เป็นการบอกเล่าเรื่องคนที่มีหลายระดับ เป็นการพยายามดิ้นรนพัฒนาตนเองจนสามารถรู้เรื่องธรรม ได้รับรางวัล พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จากการประกวดโตชิบานำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต
แก่นแท้พุทธศาสนาคือสิ่งที่กระทบอารมณ์ผู้คน
ตอนผมเรียนมหาวิทยาลัย ผมทำงานหลายอย่าง ทำผลงานส่งประกวด ผมรู้สึกว่า การทำงานส่งประกวดแต่ละครั้ง ทำให้เราเติบโตทางความคิด ทักษะ ผลงานเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมตัดสินใจศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศิลปากร การเรียนศิลปากรมี 2 วิชา คือ วิชาศิลปะและงานวิจัย ตอนเรียนปริญญาโท มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมทำงานหนัก ทำงานปั้นเพียงอย่างเดียว ผลงานปฏิมากรรมเป็นรูปทรงทารก สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ ภาวะการเสื่อมสลาย ปั้นผลงานชิ้นเล็กๆ แต่ปั้นจำนวนมากและจัดวางไว้ในตำแหน่งอันเหมาะสม เพื่อสื่อสารเรื่องราว ส่วนประกอบชีวิต เซลล์ ก้อนเนื้อ อวัยวะ
ผมพยายามสื่่อสารแก่นแท้ของพุทธศาสตร์เรื่องความไม่เที่ยง ไม่แน่นอน นำเสนอโดยจัดวางปฏิมากรรมในพื้นที่สาธารณะ ผมเคยจัดวางปฏิมากรรมที่วัดพระประถมเจดีย์จึงหวัดนครปฐม เน้นนำเสนอการรู้สภาวะธรรมอันเป็นปกติของมนุษย์ เมื่อผมจัดวางผลงานไว้บริเวณหน้าวัดปฐมเจดีย์ ผู้คนเข้ามาชมผลงาน เข้ามาคุยกับเรา ผมคุยกับหลายคน แต่ละคนมีแนวคิดและความทรงจำอันแตกต่างเมื่อได้ชมผลงานของผม
พุทธศิลปกรรมกระทบอารมณ์ของผู้ชมได้ดี ผู้ชมผลงานศิลปะส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน ไม่มีความรู้ทางศิลปะ เป็นคำถามที่ตอบยาก หากถามว่า “อะไรที่ทำให้ผลงานกระทบอารมณ์ของผู้ชม” … อาจเป็นเพราะความพิถีพิถันเพราะคนใกล้ชิดมักจะบอกกับผมเวลาทำงานศิลปะอยู่เสมอว่า พอได้แล้ว หยุดได้แล้ว แต่ความรู้สึกของผมยังไม่พอ ผมยังอยากทำงาน เพราะรู้สึกว่าผมยังสามารถทำงานศิลปะต่อไปได้อีก ปัจจุบัน ผมใช้เวลาทำงานไม่มาก หยิบจับงานไม่กี่ครั้งก็กลายเป็นรูปทรงที่ต้องการ อาจเป็นผลจากการทำงานอย่างหนัก ผลงานของผมมีวิวัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ หลังเรียนจบปริญญาโทมหาวิทยาลัยศิลปากร ผมเรียนหลักสูตรพุทธศิลปกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อาจารย์ผู้สอนบอกว่า งานพุทธศิลป์เป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว ให้ละความคิดนั้นไว้ แต่ใส่ความคิดของเราลงไปในงานศิลปะแทน
ลดทอน ผ่อนคลาย เรียบง่าย ในปฏิมากรรมพระพุทธรูป
ผลงานชุดปัจจุบัน จะถูกแสดงออกมาในงานที่เป็นโมเดลฟิกเกอร์ กายวิภาค (anatomy) เหมือนกับว่า เราเป็น ผู้รู้ ผู้ดูสภาวะธรรมที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ส่วนเรื่องของจิตใจอารามณ์จะแสดงออกทางกริยา ท่าทาง สีหน้าของผลงานที่ผมกำลังปั้น ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อผมปั้นผลงานผมจะมองเห็นความรู้สึกอารมณ์ในงาน มองเป็นเรื่องเรื่องธรรมดาของชีวิต
เดียวนี้ผมรู้สึกถึงอารมณ์ในตนเอง ทำให้เรามองเห็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ยุคสมัยก่อนผมจะไม่รู้เท่าทันความรู้สึกที่เกิดขึ้น ผมได้รับอิทธิพลจากคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ โดยเฉพาะคำสอนเรื่องความทุกข์ ความทุกข์เราไม่รู้จักมัน เราไม่รู้ว่าทำไมเราถึงทุกข์ จนถึงขั้นว่า ความทุกข์มีตลอดเวลา จะทุกข์มากหรือทุกข์น้อย ซึ่งเป็นสามัญลักษณะ หรือเรามีความทุกข์อยู่เป็นปกติ
สำหรับผลงาน “พระพุทธรูปลดทอน” ถือเป็นผลงานที่มีลักษณะผ่อนคลาย เรียบง่าย เข้าใจชีวิตมากขึ้น เข้าใจว่าชีวิตต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง งานพระพุทธรูปลดทอนเกิดในช่วงที่ผมศึกษาชั้นปริญญาตรี แต่เวลาที่ผมทำงานคือช่วงเรียนปริญญาโท ได้รับอิทธิพลจาก ศาสตรเมธีนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) และอาจารย์ชำเรือง วิเชียรเขตต์
ปัจจุบัน ผมทำงานปฏิมากรรมเหมือนกำลังเล่นสนุก ผมสามารถทำงานศิลปะได้ต่อเนื่อง เมื่อทำงานเสร็จสิ้นกลับมามองผลงาน มองเห็นอารมณ์ความรู้สึกในผลงานที่กระทบตัวเรา ส่วนขั้นตอนการทำงาน ผมจะมองความคิด ปรุงแต่งในหัว แล้วก็ปั้นมันออกมา หรือสร้างสะเก็ตช์แล้วทำออกมาเป็นผลงาน แล้วจึงผจญภัยกับหน้างานแสดงผลงานจัดแสดงศิลปะอีกครั้ง
ตลอดระยะเวลาการทำผลงานส่งประกวด การประกวดงานปฏิมากรรมเป็นเรื่องยากมาก เก็บรักษายาก เคลื่อนย้ายยาก ดูแลรักษายาก หากพูดถึงเรื่องการดำรงชีพยิ่งหนักกว่าเยอะมากถ้าเปรียบเทียบกับคนทำงานจิตรกรรมหรือภาพพิมพ์ การทำงานเครื่องปั้นดินเผาหรือเซรามิก ต้องเจอกับสารพิษ ควัน ไม่ใช่เรื่อง่ายเลย สำหรับการทำงานปฏิมากรรม เพราะเราไม่สามารถควบคุมกระบวนการทำงานศิลปะให้ได้ผลงานตามที่เราต้องการทั้งหมด กว่าจะได้สีและพื้นผิวของปฏิมากรรมตามความต้องการของเรา เพราะสีและพื้นผิว มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของงานปฏิมากรรม เมื่อสอดแทรกกับรูปทรง ตัวคน กะโหลก เด็ก ทารก ยิ่งก่อให้เกิดอารมณ์ในคนทั่วไปได้ง่าย
ตลอดระยะเวลาช่วงที่ผ่านมา จริตของผมเป็นคนหลงไปกับ ความรัก ความโลภ ความโกรธ เมื่อทำงานพุทธศิลปะซึ่งต้องศึกษาหลักธรรม ทำให้ผมเข้าใจความทุกข์ เข้าใจว่าเหตุแห่งความทุกข์ พระพุทธเจ้าสอนให้เราเป็น ผู้รู้ ผู้ดู เฝ้ามองความรู้สึก นั่นถือเป็นแก่นสารและข้อสรุปของชีวิตผม



