“จีน แก้ไขปัญหาเหมืองแร่ด้วยการสั่งปิด กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่จึงขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ เช่น พม่า ลาว กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่เติบโตและขยายตัวจนปัจจุบันเหมืองแร่รอบราชอาณาจักรไทยมีมากกว่า 2,500 แห่ง ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ส่วนพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกก จังหวัดเชียงใหม่ – เชียงราย มีการทำเหมืองแร่หายากก่อให้เกิดสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกอยู่ 2 เหมืองแร่ใหญ่ในรัฐคะฉิ่น เมียนเมาร์มีปัญหาด้านความมั่นคงและสงคราม เราไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายหรือทำสนธิสัญญาใด แต่ประเทศไทยก็มีส่วนรับผิดชอบเพราะเป็นประเทศทางผ่าน มีการนำเข้า-ส่งออกแร่สู่ต่างประเทศ เราทราบเพียงตัวเลขการนำเข้า-ส่งออก จากกรมศุลกากร ยังไม่รวมตัวเลขนำเข้า-ส่งออกแร่โดยผิดกฎหมาย รัฐบาลควรมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ห้ามนำเข้า-ส่งออก แร่ หรือ มีการระบุพิกัดแหล่งที่มา , แสดงข้อมูลบริษัทหรือผู้ประกอบการสินค้าแร่ , ส่วนบริษัทนำเข้า-ส่งออก ก็มีความรับผิดเพราะอยู่ในห่วงโซ่อุปทานสินค้าซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”
สืบสกุล กิจนุกร ( SUEBSAKUN KIDNUKORN ) อาจารย์ประจำสาขาการพัฒนาระหว่างประเทศ สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ประเด็นสารพิษในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย เวลา 13.00 น. 8 มิ.ย.69 ทรงวุฒิ จันธิมา สัมภาษณ์
สารพิษแม่น้ำกกไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีการแบบเดิม
“แม่น้ำกก” มีต้นน้ำบริเวณทิวเขาแดนลาวและทิวเขาผีปันน้ำ ในบริเวณเมืองกก อำเภอเมืองสาด รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ความยาว 285 กิโลเมตร ส่วนที่ไหลอยู่ในประเทศไทยระยะทาง 130 กิโลเมตร เป็นเส้นทางคนสมัยโบราณที่เชื่อมโยงคนท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ กับคนจังหวัดเชียงราย สมัยก่อนไม่มีเส้นทางเดินรถ การเดินทาง การขนส่งสินค้า เช่น ฝิ่น, ไม้ซุง ใช้เส้นทางแม่น้ำกก
ยุคสมัยก่อนฝิ่นถูกกฎหมาย ไม้ซุงสัมปทาน สำนักงานป่าไม้จึงตั้งอยู่ติดแม่น้ำกกเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบไม้ซุง ต่อมาเป็นยุคเฟื่องฟูของการท่องเที่ยว แม่น้ำกก คือ สถานที่ท่องเที่ยว เป็นแม่น้ำสายเศรษฐกิจ เกสต์เฮาส์ ถูกก่อสร้างขึ้นบริเวณริมน้ำกกหลายแห่ง เกิดธุรกิจท่องเที่ยว แพท่องเที่ยว เริ่มตั้งแต่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร บริเวณตรงข้ามโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊คส์สมัยก่อนคือท่าเรือขนาดใหญ่ หลังจากนั้นก็มีโครงการขนาดใหญ่ลงสู่แม่น้ำกก เช่น โครงการสร้างเขื่อนแม่น้ำกก โครงการผันน้ำ กก อิง น่าน โครงการขนส่งถ่านหินจากพม่าสู่พื้นที่จังหวัดลำปาง เป็นช่วงเวลาที่มีการเคลื่อนไหวคัดค้าน ปัญหาสุดท้ายที่เรากำลังเผชิญ คือ สารพิษในแม่น้ำกกซึ่งเกิดจากเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา
การเกิดสารพิษในแม่น้ำกกเป็นเรื่องใหม่ ยังไม่เคยเกิดขึ้น หากเป็นปัญหาภัยแล้งแย่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร คนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ คุยกัน สร้างข้อตกลงร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ประเด็นสารพิษในแม่น้ำกก หมดทางแก้ไข เราจะแก้ไขกันยังไง ตะกอนน้ำที่เคยมากับความอุดมสมบูรณ์ ตะกอนแม่น้ำสะสมคุ้งน้ำใดก็จะกลายเป็นที่ดินใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพืชผักผลไม้ แต่ปัจจุบันตะกอนมากับสารโลหะหนัก เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงเพราะสารพิษเริ่มสะสม กรมควบคุมมลพิษเป็นผู้ตรวจและจัดเก็บข้อมูล ซึ่งเป็นไปได้ยากมากในการปิดเหมืองแร่ ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่มีแผนในการแก้ไขปัญหา
ตรวจสอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
สำหรับการพิสูจน์สารพิษ มันมิใช่การกล่าวอ้างแต่เป็นการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ ซึ่งการตรวจสอบสารพิษในแม่น้ำกก เป็นการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ,กระทรวงสาธารณสุข และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนแล้วว่า น้ำในแม่น้ำกกมีสารพิษเกินกว่าค่ามาตรฐาน แต่ผลกระทบกับการเกษตร เช่น การทำนาข้าว อาจจะเป็นผลกระทบที่ดูไกลเกินไป แต่ก็จะโทษไม่ได้ว่าค่าสารพิษที่ตรวจพบเกิดจากการใช้สารเคมีในการทำการเกษตรเพียงอย่างเดียว
ในทางวิทยาศาสตร์เป็นที่ชัดเจนและยอมรับแล้วว่ามีสารพิษตกค้างในน้ำในตะกอนแม่น้ำกก แต่ผลกระทบจากการปล่อยน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรทั่วไป ยังถือว่าไกล ส่วนเกษตรอินทรีย์ก็ได้รับผลกระทบเพราะมีสารพิษตกค้างในการทำการเกษตรอินทรีย์ (Organic) เช่น พื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ติดซึ่งเพาะปลูกบนตะกอนดินแม่น้ำกกซึ่งปัจจุบันตรวจพบว่ามีค่าสารพิษเกินมาตรฐาน ส่วนสัตว์น้ำ หรือ ปลา ในแม่น้ำกก แม้จะมีผู้ให้ข้อมูลว่า ปลาในแม่น้ำกกสามารถรับประทานได้ถ้านำเครื่องในออกก่อนปรุงอาหาร แต่ใครจะรับประกันได้ว่าเนื้อปลาแม่น้ำกกจะไม่มีสารพิษตกค้าง
จีน แก้ไขปัญหาเหมืองแร่ด้วยการสั่งปิด กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่จึงขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ เช่น พม่า ลาว กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่เติบโตและขยายตัวจนปัจจุบันเหมืองแร่รอบราชอาณาจักรไทยมีมากกว่า 2,500 แห่ง ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ส่วนพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกก จังหวัดเชียงใหม่ – เชียงราย มีการทำเหมืองแร่หายากก่อให้เกิดสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกอยู่ 2 เหมืองแร่ใหญ่ในรัฐคะฉิ่น เมียนมามีปัญหาด้านความมั่นคงและสงคราม เราไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายหรือทำสนธิสัญญาใด แต่ประเทศไทยก็มีส่วนรับผิดชอบเพราะเป็นประเทศทางผ่าน มีการนำเข้า-ส่งออกแร่สู่ต่างประเทศ เราทราบเพียงตัวเลขการนำเข้า-ส่งออก จากกรมศุลกากร ยังไม่รวมตัวเลขนำเข้า-ส่งออกแร่โดยผิดกฎหมาย รัฐบาลควรมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ห้ามนำเข้า-ส่งออก แร่ หรือ มีการระบุพิกัดแหล่งที่มา , แสดงข้อมูลบริษัทหรือผู้ประกอบการสินค้าแร่ , ส่วนบริษัทนำเข้า-ส่งออก ก็มีความรับผิดเพราะอยู่ใน
ห่วงโซ่อุปทานสินค้าซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เราไม่รู้ว่า ลักษณะของเหมืองแร่เป็นอย่างไร เรามองเห็นเพียงภาพถ่ายทางอากาศ ไม่ทราบแน่ชัดว่า ยังมีแร่หายาก ปริมาณมากน้อยเพียงใด แต่คะฉิ่นบอกกับเราว่า ต้องใช้เวลาฟื้นฟูเหมืองแร่เป็นเวลาอย่างน้อย 50 ปี ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เราเสนอคะฉิ่นไม่สนใจ คะฉิ่นคิดว่า มันไม่ใช่ปัญหา ส่วนการแก้ปัญหาโดยใช้ฝายดักตะกอนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในเชิงวิศวกรรมศาสตร์ ไม่มีผลการศึกษารองรับว่าฝายจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ การแก้ไขปัญหาต้องจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ การบังคับใช้กฎหมาย หรือ การทำข้อตกลง กับพื้นที่แหล่งกำเนิดสารพิษไม่สามารถทำได้เพราะเมียนมาก็มีปัญหาความมั่นคงภายใน
ตอนนี้ เราพยายามรักษากระแสความสนใจของสังคม ให้ประชาชนสนใจในปัญหาอยู่ตลอดเวลา คือ ถ้าเราไม่สนใจประเด็นปัญหาสารพิษในแม่น้ำจะถูกละเลยและไม่ได้รับการแก้ไข โจทย์การทำงานในตอนนี้คือเราต้องทำให้เรื่องสารพิษอยู่ในประเด็นความสนใจของสังคมตลอดเวลา เราคาดหวังกับนักการเมือง เราอยากให้นักการเมืองนำเรื่องสารพิษอภิปรายในรัฐสภา ตอนนี้ก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย เขต 6 นำประเด็นสารพิษอภิปรายในรัฐสภา แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการใด
ปัจจุบัน ยังไม่มีคำสั่งยุติการนำเข้าแร่จากต่างประเทศ ซึ่งเราไม่ต้องเป็นห่วงเขา ผู้ประกอบการมีทางออกของเขา เหตุผลที่เขาเลือกขนส่งแร่ผ่านประเทศไทยเพราะมันสะดวก ต้นทุนการขนส่งถูกกว่า ถ้าขนส่งผ่านเส้นทางอื่น ต้นทุนการขนส่งแร่จะสูงขึ้น มาตรการห้ามนำเข้าแร่จากต่างประเทศหรือเป็นทางผ่านจะเป็นการสร้างแรงกดดันเพื่อให้เกิดการเจรจา มิเช่นนั้น เขาก็มิได้มองเห็นความสำคัญในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งหากต้องการเปิดด่านเพื่อให้เกิดการซื้อขายหรือขนส่งผ่านประเทศ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขตามกฎหมายซึ่งกำหนดให้กลุ่มผู้ประกอบการรับซื้อและผู้ประกอบการรับขนส่งแร่ ระบุพิกัดแหล่งกำเนิดแร่ แหล่งรับซื้อแร่ และเพิ่มเติมข้อมูลการรับซื้อว่า รับซื้อแร่จากผู้ประกอบการรายใด
การห้ามนำเข้าหรือการแสดงข้อมูล มิได้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าหรือการสร้างอุปสรรคทางการค้า แต่เป็นมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ลักษณะเดียวกับการนำเข้าข้าวโพดจากรัฐฉานมาจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางในประเทศไทย คือ คุณก็ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของข้าวโพดว่าปลูกจากพิกัดไหน มีการเผาป่าหรือก่อให้เกิดหมอกควันหรือไม่ อย่างไร ใครเป็นผู้รับซื้อและขนส่งเข้าประเทศ ช่วงที่ผ่านมาเราพบว่า มีผู้ประกอบการรับซื้อ ขนส่ง จำนวนมาก แต่ไม่มีการแสดงพิกัดแหล่งที่มาของสินค้าแร่ ซึ่งการทำธุรกิจประเภทนี้เขาไม่ได้ทำธุรกิจแบบตรงไปตรงมา รายชื่อผู้ประกอบการคนไทยก็อาจเป็น “นอมินี” หรือการสวมรายชื่อเพื่อทำธุรกิจ





