“ประเทศไทยถูกโจมตีเพราะหน่วยงานรัฐบาลรับรองมาตรฐานแบบไม่เคร่งครัด ทำให้ขาดการยอมรับจากต่างประเทศ ปี 2563 เราประสบความสำเร็จในการยกระดับออแกนิกไทยแลนด์ให้เป็นที่รับรู้ในระดับโลก ผู้มีใบรับรองมาตรฐานออร์แกนิคไทยแลนด์สามารถส่งสินค้าสู่เอเชียและอเมริกา แต่ก็มีความท้าทายเรื่องการสร้างการรับรู้ เพราะวัฒนธรรมการบริโภคของชาวต่างชาติ มีความเชื่อมั่นในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในประเทศของตัวเอง มากกว่ามาตรฐานจากประเทศคู่ค้า”

ดร.อนุรักษ์เรืองรอบ อนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน, อนุกรรมการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบมีส่วนร่วมแบบครบห่วงโซ่ของกระทรวงพาณิชย์, รองประธานคณะกรรมการบริหารสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอสแห่งประเทศไทย, นายกสมาคมการค้าเกษตรกรรมยั่งยืนไทย (TSATA) จบการศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจบปริญญาเอกบริหารธุรกิจ (DBA) Asian Institute of Technology – AIT ช่วง 8 ปีที่ผ่านมาเขามีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการเกษตรทำให้เกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยการนำแนวคิดการสร้างเครือข่ายโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งจากศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศวะสีขณะทำงานร่วมกับ“มูลนิธิสัมมาชีพ” ใช้สร้างเครือข่าย PGS หรือเกษตรกรรมแบบมีส่วนร่วมโดยมีเป้าหมาย 8,000 ตำบลทั่วประเทศสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์มีวางจำหน่ายเกือบทุกหนแห่งและกำลังจะเปิด Organic Hub หรือศูนย์กลางการค้าขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ทุกภาคทั่วประเทศ

สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นใช้สารเคมีในการเกษตรประเทศไทย

สารเคมีทางการเกษตรเข้าประเทศไทยพร้อมกับการปฏิวัติเขียว หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สารเคมีถูกแนะนำให้นำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรมากกว่า 50 ปี ในขณะที่ประเทศต่างๆในสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา มีตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีจึงกำหนดเป้าหมายให้ประเทศของเขาจะต้องมีอาหารปลอดภัย ปลอดสารเคมี มีอาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบอินทรีย์รับประทานทั่วประเทศ โดยสหภาพยุโรปเริ่มปรับเปลี่ยนเข้าสู่กระบวนการเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นจริง หลังจากรณรงค์มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี สำหรับประเทศไทยเพิ่งตระหนักรู้ถึงพิษภัยสารเคมีอย่างจริงจัง เริ่มสนใจเกษตรอินทรีย์ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และผู้บริโภคเริ่มใส่ใจในสินค้าเกษตรอินทรีย์จริงๆเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เอง

ยุคสมัยก่อน สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา การบริโภค การค้าขายสินค้าเกษตรไม่ต้องมีมาตรฐานรับรอง แต่เมื่อมีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ทำให้เกิดกระบวนการสร้างกำแพงทางการค้า สหรัฐอเมริกาสร้าง USDA (U.S. Department of Agriculture) หรือตรารับรองอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคของสหรัฐอเมริกาเพื่อเป็นกำแพงให้การนำเข้าอาหารจากต่างประเทศได้ยากขึ้น กระบวนการตรวจสอบก็เข้มข้น ประเทศแคนาดาสร้างตรารับรองมตราฐาน COR (Canada Organic Regime) ญี่ปุ่นสร้างตรารับรอง JAS (Japan. Agricultural Standards) ระดับโลก สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติสร้างมาตรฐานรับรอง IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movements) แต่เบื้องหลังเราก็พบว่า ประเทศผู้จำหน่ายสารเคมีให้กับประเทศไทยก็คือประเทศที่พยายามกีดกันสินค้าจากประเทศไทยโดยอ้างว่าสินค้าเกษตรของประเทศไทยมีสารเคมีปนเปื้อน

เมื่อมีกำแพงสกัดกั้นการนำเข้าสินค้า การจะส่งออกสินค้าให้สหรัฐอเมริกาก็ต้องได้รับการรับรอง USDA ต้องมีหน่วยงานรับรองต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลกว่าจะได้ตรารับรอง  เมื่อแต่ละประเทศตั้งกำแพงของตัวเอง จึงเดือดร้อนผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์ที่จะต้องเสียงบประมาณจำนวนมากเพื่อจะได้เข้าสู่ระบบการรับรองสามารถนำสินค้าเข้าตลาดต่างประเทศได้ แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ตลาดต่างประเทศเป็นตลาดใหญ่มีแรงดึงดูดในเชิงมูลค่า มูลค่าการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกา 24.8 พันล้านเหรียญ เติบโตปีละ 15.8 % ครัวเรือนอเมริกันเมื่อออกนอกบ้านสามารถหาผลผลิตเกษตรอินทรีย์ได้ถึง 82 %  แปลว่าเค้ากีดกันจนบ้านเมืองเขาสะอาดครับ สินค้ามีการปนเปื้อนน้อยมาก

ความตระหนักรู้เรื่องการผู้บริโภคของพลเมืองอเมริกันหรือสหภาพยุโรปมีมากกว่าคนไทย  ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรประเทศไทยยอมจ่ายเพื่อเข้าสู่กระบวนการรับรองเกษตรอินทรีย์ของแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะรับรองแปลง USDA ราคาไม่ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี แปลงใหญ่ๆอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 300,000 บาท  ถ้าเป็นโรงงานผลิตอาหารแปรรูปอาจต้องเสียค่าใช้จ่าย 300,000 ถึง 500,000 บาท ถึงจะได้รับการรับรอง

โครงสร้างสังคมเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย

ประเทศไทยมีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกจำนวนมาก สาเหตุเกิดจากการส่งเสริมการใช้เคมีเกษตรโดยหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน การโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ใช้สารเคมีโดยมีแนวความคิด สร้างการรับรู้ว่า (perception) สารเคมีไม่มีอันตรายร้ายแรง หรือใช้สารเคมีแล้วปลอดภัย ซึ่งในความจริงเป็นจริง สารเคมีสังเคราะห์ในการเกษตรจำนวนมากสามารถตกค้างในดินอย่างน้อย 3 ปี เมื่อใช้สารเคมีในการปลูกผัก สารเคมีจะปนเปื้อนในระบบอาหาร เมื่อเรารับประทานทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ แต่การสร้างการรับรู้เรื่อง “การใช้สารเคมีปลอดภัย” ทำให้ประเทศไทยอยู่ในวัฒนธรรมการใช้สารเคมีเกษตรอย่างเข้มข้น ความนิยมในการใช้สารเคมีของเกษตรกรก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ 

คนไทยเพิ่งผู้ตระหนักรู้เรื่องพิษภัยของสารเคมี เมื่อ 10 ปีก่อน จึงมีการรวมกลุ่มรณณงค์เรื่องเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันเกษตรอินทรีย์กลายเป็นเทรนด์หรือกระแสที่แรงมาก ความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว ผู้บริโภคสามารถหาสินค้าเกษตรอินทรีย์ในห้างสรรพสินค้า เช่น (Tops Market) ท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต (Makro) แม็คโคร (Lotus) โลตัส และเกษตรอินทรีย์เชิงอุตสาหกรรมในประเทศไทยเริ่มก่อรูปร่าง เราพบสินค้าเกษตรอินทรีย์แปรรูป เช่น น้ำตาลออร์แกนิค ข้าวแปรรูปออร์แกนิค ยางพาราออร์แกนิคเพื่อผลิตของเล่นเด็ก ฯลฯ กำลังเป็นที่สนใจ หากเราจะทำความเข้าใจโครงสร้างการผลิตเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย สามารถแบ่ง Segment เป็น 4 กลุ่ม

กลุ่ม 1. เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง มีลักษณะคือ มีพื้นที่ทำการเกษตรจำนวนน้อย ผลผลิตมีจำนวนน้อย การบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ทำยากมาก แต่มีการนำผักผลไม้อินทรีย์แลกเปลี่ยนในตลาดจริงใจ ท็อปซุ๊ปเปอร์มาร์เก็ต หรือตลาดชุมชน ทำให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในชุมชนตลาดเติบโต

กลุ่ม 3. ผู้ผลิตเพื่อการส่งออก มีลักษณะคือ ถ้าจะส่งสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ต้องมีใบรับรองเกษตรอินทรีย์ของแต่ละประเทศ ผู้ผลิตเพื่อส่งออกจึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานให้เป็นสากล

กลุ่ม 2. กลุ่มเกษตรเชิงพาณิชย์ มีลักษณะคือ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรุ่นหนุ่มสาว (Young Smart Farmer) คนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านทำเกษตรกรรมมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มีการจัดทำฐานข้อมูล ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการผลิต มีการบริการจัดการสินค้าสู่ตลาดผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ กระบวนการนี้จำเป็นต้องใช้ใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพราะการวางสินค้าจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หน่วนงานของรัฐ จำเป็นต้องมีใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 

กลุ่ม 4. อุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์  มีลักษณะคือ เป็นผู้ประกอบธุรกิจส่งออก ประเทศไทยส่งออกข้าว ส่งออกแป้ง น้ำตาล เป็นสินค้าวัตถุดิบ เป็นต้น สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ตลาดต่างประเทศใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในการกีดกันการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ มีการพูดถึงเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน เรื่องการปลดปล่อยก๊าซ กดดันในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกให้ปรับตัวตาม อุตสาหกรรมของประเทศไทยถ้าไม่ปรับตัวเข้าสู่กระบวนการการพัฒนาที่ยั่งยืนจะมีปัญหามากกับการแข่งขันในตลาดโลก

ใบรับรองเกษตรอินทรีย์สัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงเกษตรกรรมไทย

เกษตรกรประเทศไทย ไม่มีความจำเป็นต้องทำข้อตกลงกับต่างประเทศ หากเป็นการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อการค้าขายภายในประเทศ IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movements) ซึ่งเป็นสหพันธ์นานาชาติว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรเกษตรอินทรีย์ระดับโลก บอกว่า การค้าขายสินค้าเกษตรภายในประเทศ ไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองเกษตรอินทรีย์สากล เพราะกระบวนการเพื่อให้ได้รับการรับรองมีค่าใช้จ่ายสูง แต่สามารถใช้กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วมได้ เรียกว่า PGS  (Participatory Guarantee System) หรือ กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม ซึ่งออกแบบโดย IFOAM ได้ถูกนำไปปรับใช้ในการปรับเปลี่ยนสู่เกษตรอินทรีย์ จำนวนกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ผมเชื่อว่าในอนาคตการค้าระหว่างประเทศ ระหว่างเครือข่าย PGS ระดับประเทศจะเกิดขึ้นได้ง่ายมาก เพราะเราใช้หลักการเดียวกันในกระบวนการผลิต

สำหรับใบรับรอง ออร์แกนิคไทยแลนด์ (Organic Thailand) ช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีจุดอ่อน ประเทศไทยถูกโจมตีเพราะหน่วยงานรัฐบาลรับรองมาตรฐานแบบไม่เคร่งครัด ทำให้ขาดการยอมรับจากต่างประเทศ ปี 2563 เราประสบความสำเร็จในการยกระดับออแกนิกไทยแลนด์ให้เป็นที่รับรู้ในระดับโลก ตอนนี้ผู้มีใบรับรองมาตรฐานออร์แกนิคไทยแลนด์สามารถส่งสินค้าสู่เอเชียและอเมริกา แต่ก็มีความท้าทายเรื่องการสร้างการรับรู้ เพราะวัฒนธรรมการบริโภคของชาวต่างชาติมีความเชื่อมั่นในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในประเทศของตัวเอง มากกว่ามาตรฐานจากประเทศคู่ค้า

จุดอ่อน อีกประการคือออร์แกนิคไทยแลนด์เป็นกลไกการรับรองจากรัฐบาล ที่ดินซึ่งเพาะปลูกโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ หน่วยงานรัฐไม่สามารถรับรองให้ได้ ประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตรซึ่งมีเอกสารสิทธิ์ 58 % ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 42 % เพราะฉะนั้น นโยบาย กฎหมาย ความช่วยเหลือของรัฐ ช่วยเกษตรกรได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศ ด้านงบประมาณในการสนับสนุนกระบวนการรับรองออร์แกนิคไทยแลนด์ก็มีอย่างจำกัด ฉะนั้น  กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ PGS  คือกระบวนการที่ชุมชนรวมกลุ่มกันแล้วเกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถทำหน้าเสมือนเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของบริษัท ที่สามารถตรวจและรับรองแปลงได้ กระบวนการของ PGS ซึ่งประเทศไทยนำมาใช้เมื่อสิบปีก่อนค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เกษตรอินทรีย์เติบโตอย่างรวดเร็ว

ก่อนที่ผมจะทำงานในฐานะ รองประธานสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอสแห่งประเทศไทย ผมทำงานกับมูลนิธิสัมมาชีพ คำว่า “สัมมาชีพ” เป็นคำของศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ท่านบอกว่า เราควรจะต้องสร้างชุมชนสัมมาชีพให้เกิดขึ้นทั้ง 8,000 ตำบล ทั่วประเทศ การประกอบการคือ “อาชีวะ” เป็นอาชีพที่มีสัมมา หรืออาชีพที่ถูกต้องสุจริต ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายได้มากกว่ารายจ่าย เพราะฉะนั้น เราต้องปรับเปลี่ยนจากการทำมาหากินเพียงอย่างเดียว ต้องทำมาค้าขายด้วย  มูลนิธิได้ดำเนินโครงการ “หนึ่งตำบลหนึ่งบริษัทสัมมาชีพ” ช่วงเวลานั้น ผมลงพื้นที่ร่วมกับบริษัทเอกชน เช่น บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ,บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ทียูเอฟ , กลุ่มธุรกิจมิตรผล ผมพบปะเกษตรกรผู้ทำเกษตรอินทรีย์จำนวนมาก และพบว่าพวกเขาไม่มีตลาดรองรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ ไม่มีมาตรฐาน ไม่รู้ว่าใครจะซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ของพวกเขา

พัฒนาเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS ประเทศไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด

ห่วงโซ่อุปทาน ( Supply Chain) หรือกระบวนการจัดการการผลิตเพื่อทำให้เกิดสินค้าหรือบริการของสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยบอบบางมาก ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรสารเคมีเข้มแข็งมาก พวกเราเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ แต่ไม่มีใครลุกขึ้นมาจัดการห่วงโซ่อุปทาน ผมเริ่มตรงนี้ ผมพยายามสร้างความร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรภาคการผลิต รวมกลุ่มกันสร้างมาตรฐานสินค้า สร้างฐานข้อมูล สร้างกลไกในการรับรอง สร้างกลไกในการจัดจำหน่าย บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ประเทศไทยโดยในส่วนของการรับรองมาตรฐานนั้นได้มีการนำแนวคิดการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS  มาใช้ หลังจากประเมินแล้วว่าการรับรองโดยรัฐบาล การรับรองโดยบุคคลที่ 3 ตลอดจนการรับรองแบบมีส่วนร่วมที่มีการดำเนินการอยู่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ การจัดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด

ผมเริ่มผลักดันเกษตรอินทรีย์โดยตั้งเป้าหมาย 8,000 ตำบล เป็นพื้นฐานการพัฒนาระบบ ตามแนวทางของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ผมไม่มีงบประมาณสนับสนุนเกษตรกร และยังไม่มีศักยภาพพอในการลงไปเริ่มต้นที่ระดับตำบล ผมจึงใช้พื้นที่ระดับจังหวัดเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการพัฒนาเกษตรกร แล้วค่อยลงระดับอำเภอ และระดับตำบล โดยพัฒนาเกษตรกรเข้าสู่กระบวนการอบรมเพื่อเป็นผู้ตรวจแปลง กระบวนการกลั่นกรองแปลง และเข้าสู่กระบวนการรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์ SDGsPGS โดยมีสมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ผมตัดสินใจเขียนหนังสือ และออกแบบการอบรม หลักสูตรผู้ตรวจแปลง ปัจจุบันหนังสือมีชื่อว่า คู่มือพัฒนามาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม SDGsPGS เป็นตำราอบรมเกษตรกรให้สามารถตรวจแปลง และดำเนินการขั้นตอนต่างๆได้  ผมต้องขอบคุณ คุณเอกพงศ์ มุสิกะเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กปว.) สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ที่ช่วยพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ให้พวกเราได้ใช้งาน เป็นการจัดทำฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ให้กับประเทศไทย

ผมสอนให้เกษตรกรไทยรู้ว่า SDGsPGS คืออะไร อบรมการตรวจแปลง อบรมผู้ตรวจแปลง กระบวนการรับรองเป็นอย่างไร มีการจัดทำข้อมูลให้สมบูรณ์ มีกระบวนการจัดการประชุมรับรองระดับจังหวัด มีการประชุมรับรองแล้วออกหนังสือรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์ให้ทันที มีการเชื่อมโยงกับตลาด มีกลไกทางการตลาด เป็นกลไกวิสาหกิจเพื่อสังคม เช่น จังหวัดพะเยามีการจดทะเบียนบริษัทออร์แกนิกพะเยาวิสาหกิจเพื่อสังคม มีเป้าหมายในการทำธุรกิจเกษตรอินทรีย์กับสมาชิก SDGsPGS แล้วสามารถสร้างกำไร แล้วนำกำไรไม่น้อยกว่า 70%  มาพัฒนาต่อ ส่วนอีก 30%  เป็นเงินปันผล ปัจจุบันเกิดกระบวนการตรวจแปลง รับรองแปลง มีผู้ตรวจแปลงที่ผ่านการอบรมจำนวนกว่า 6,500 คน มีแปลงเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 2,400 แปลง แปลงระยะปรับเปลี่ยนประมาณ 9,000 แปลง แปลงที่รอการรับรองประมาณ 3,000 แปลง และกำลังขยายตัวในแต่ละจังหวัดอย่างรวดเร็ว ทำให้ตอนนี้เรามีห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่มาก

Organic Hub ศูนย์กลางสินค้าเกษตรอินทรีย์

ปัจจุบัน มีการตั้งคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน โดยมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะกรรมการฯ ตั้งคณะอนุกรรมขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนโดยมีท่านอลงกรณ์ พลบุตร ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน และมีผม ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ เป็นคณะอนุกรรมการ มีการวางกรอบคณะทำงานโดยแบ่งเกษตรกรรมยั่งยืนเป็น 5 กลุ่ม  กลุ่ม 1. เกษตรอินทรีย์, กลุ่ม 2.เกษตรผสมผสาน, กลุ่ม 3.เกษตรทฤษฎีใหม่, กลุ่ม 4. วนเกษตร, กลุ่ม 5.เกษตรธรรมชาติ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร มีแนวคิดว่า ควรนำ PGS ซึ่งมีอยู่หลากหลายค่ายในประเทศไทยมาจัดกลุ่มเรียนรู้ร่วมกัน ทำงานขับเคลื่อน ขยายผลทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งเกษตรอินทรีย์

พ.ศ.2564 เราจึงตั้งสภาเกษตรอินทรีย์ พี จี เอส แห่งประเทศไทย  รวมเครือข่าย PGS หลายเครือข่าย ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ผลักดันให้ PGS เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนา ผม ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ ดำรงตำแหน่งเป็นรองประะธานสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอสแห่งประเทศไทย  โดยเป้าหมายสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สื่อสารสร้างการรับรู้เรื่อง PGS ทำให้เป็นประเด็นสาธารณะ เพื่อให้สังคมรับรู้ความสำคัญของ PGS และเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปเกษตรอินทรีย์ประเทศไทย

กระทรวงเกษตร โดยท่านอลงกรณ์ พลบุตร พยายามผลักดันให้เกิดกลไกคณะกรรมการบริหารเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล 7,255 ตำบล และให้โจทย์กับสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอสแห่งประเทศไทยว่า ทำอย่างไรที่จะนำ PGS ไปช่วยรับรองเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ทุกตำบล ถ้าทำงานร่วมกัน มีการจัดเก็บข้อมูล มีการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ตั้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ก็จะช่วยขยายพื้นที่และมีการรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์ได้ทั่วประเทศ และศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic Hub ) ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นใน เดือน มีนาคม 2566 ที่ตลาดโรงเกลือท้ายเกาะ บนพื้นที่จำนวน 13 ไร่ จะกลายเป็นตลาดค้าปลีก ค้าส่ง สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นแห่งแรกของเอเชีย โดยเปิดโอกาสให้กับสมาชิกสมาคมการค้าเกษตรกรรมยั่งยืนไทย ได้สิทธิพิเศษไม่ต้องจ่ายค่าเช่าพื้นที่คูหาในตลาด 2 ปี ผมคิดว่า เวลา 2 ปี มากพอสำหรับการพิสูจน์ตนเองของพี่น้องเครือข่ายเกษตรอินทรีย์

สำหรับการตรวจสอบสินค้าในตลาดเกษตรอินทรีย์ ด้วยตลาดเกษตรอินทรีย์เป็นระบบสมาชิก สินค้าที่จะวางขายในตลาด ต้องเป็นสินค้าจากแปลงที่ได้รับรองมาตรฐาน สินค้าต้องมีการตรวจสอบ สินค้าต้องได้รับการรับรอง แต่ก็ต้องยอมรับว่า สินค้ามีโอกาสปนเปื้อนสารเคมีได้ในกระบวนการผลิตและการจัดการ โดยเราจะมีกระบวนการสุ่มตรวจและพัฒนาต่อไป ซึ่งกว่าเราจะพัฒนาเกษตรอินทรีย์มาถึงจุดนี้ใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี ซึ่งปี 2566 เป็นห้วงเวลาสำคัญของการขับเคลื่อน สร้างความเปลี่ยนแปลง ยกระดับเกษตรอินทรีย์เชิงพานิชย์ เกษตรอินทรีย์เชิงอุตสาหกรรม แปรรูปสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่า เรากำลังผลักดันให้เกิดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แปรรูป

สำหรับการขนส่งสินค้า หรือ โลจิสติกส์ ต้องเหมาะสมกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น การสร้างห้องเย็นเพื่อเก็บสินค้า ใช้เวลาเดินทางขนส่งข้ามคืนเพื่อมิให้สินค้าเสียหายจากอากาศร้อน นอกจากนั้น เรายังมีแผนขยายตลาดสู่ภูมิภาคเพราะการซื้อขายสินค้าต้องมีการแลกเปลี่ยน อย่างเช่น เกษตรกรเดินทางมาส่งสินค้าที่ตลาดเกษตรอินทรีย์ปทุมธานี ตอนเดินทางกลับก็รับสินค้าอาหารทะเลไปส่งยังตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ภูมิภาคได้เป็นต้น กระบวนนี้จะก่อให้เกิดการค้าขายภายในกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างมหาศาล

ด้านการขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ด้วยเครือข่าย SDGsPGS กำหนดไว้ 6 ประเด็น คือ 1)การขยายพื้นที่การรับรองเกษตรอินทรีย์ , 2)การจัดการผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดย SE จังหวัด , 3)การพัฒนาผู้ตรวจแปลง,  4)การถอดบทเรียน และการวิจัยพัฒนา, 5)การบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ,6) การสื่อสารสร้างการรับรู้สู่สาธารณะ

ข้อคิดสุดท้าย การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์หากคิดจะทำต้องทำทันที เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดของคนไทย การเกษตรที่ใช้สารเคมีควรมีการควบคุมและควรลดพื้นที่การผลิตลงเรื่อยๆ อีกอย่างตอนนี้สารเคมีก็มีราคาแพงมาก ส่วนผู้บริโภคก็สนใจในอาหารที่ปลอดภัย นอกจากนั้น ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์มีเยอะมาก เกษตรกรที่สนใจทำเกษตรอินทรีย์สามารถเข้าร่วมเครือข่าย เปลี่ยนแปลงตนเอง สามารถเปลี่ยนแปลงจากเกษตรสารเคมีสู่วิถีเกษตรอินทรีย์ได้ทันที