Scrubb คือวงดนตรีอินดี้ระดับตำนานของเมืองไทย ย้อนกลับไปในอดีต บอลกับเมื่อยเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เริ่มต้นเรียนรู้และทำเพลงใต้ดินออกมาวางขาย แม้กระแสวิจารณ์ผลงานบนอินเทอร์เน็ตในยุคแรกจะไม่ค่อยดีนัก แต่การกลับสู่จุดเริ่มต้นด้วยการแต่งเพลงจากคอร์ดง่ายๆ ผ่านหนังสือเพลง แล้วนำมาสร้างสรรค์เนื้อร้องและทำนองขึ้นใหม่ กลับทำให้ผลงานของ Scrubb มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากความเรียบง่ายนั้นส่งผลให้เพลง “ชูบีดูบีดั๊บ” ติดชาร์ตคลื่นวิทยุ Fat Radio หลังจากนั้นก็มีโอกาสส่งเพลง “โรงเลียน” ในกิจกรรมของนิตยสาร a day และได้เซ็นสัญญาเข้าสู่ค่ายเพลงในที่สุด จนกลายมาเป็นตำนานวงดนตรีอินดี้ไทยในปัจจุบัน ด้าน เมื่อย-ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ นักร้องนำของวง มองว่าความสำเร็จนี้อาจเป็นเพราะโชคชะตา โดยเขาเปรียบเทียบชีวิตบนเส้นทางดนตรีไว้ว่า “เหมือนกับการซื้อหวย เลขของเราอาจไม่ใช่เลขที่สวยที่สุด แต่เลขนั้นเสือกถูกรางวัลที่หนึ่ง!”

ในบรรยากาศธุรกิจตู้เพลงของครอบครัว

ที่บ้านผม บ้านเราจะเอาตู้เพลงไปตั้งตามร้านอาหารอีสาน แล้วก็จะมีเพลงฮิตตามยุคต่างๆ  มีเพลงไทย เพลงอีสาน เพลงฝรั่งก็จะมีนิดหน่อย ลักษณะก็จะเป็นตู้เพลงแล้วจะมีแผ่นตัด มีหน้าปกเพลง เป็นตู้เพลงที่ตั้งตามร้านอาหารอีสาน ถึงเวลาเราก็แบ่งรายได้กัน มันเป็นสภาพแวดล้อม ผมเจออะไรแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ยุคสมัยนั้น ก็จะเป็นเพลงของพี่เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ เพลงดอกไม้พลาสติก และ พี่ปู พงษ์สิทธิ์  คัมภีร์ อัลบั้มเสือ 11 ตัว คุณพ่อชอบเปิดฟังในรถ ผมก็จะฟังเพลงของคุณพ่อเพราะนั่งอยู่ในรถของเขา เราก็ซึมซับ

มัธยมต้น เป็นยุคที่เราไม่รู้ว่าคลื่นวิทยุมีค่ายเพลงควบคุมอยู่ พอนึกย้อนกลับไป ผมก็เพิ่งนึกได้ว่า มันเป็นคลื่นวิทยุของค่ายอาร์เอส มีดีเจคนหนึ่งซึ่งเปิดเพลงแล้วก็จะมีเสียงขยำกระดาษ ผมจำชื่อเขาไม่ได้ ช่วงที่เรียนชั้น มัธยมต้น ผมจะฟังเพลงของอาร์เอสและแกรมมี่เยอะมากๆ ช่วงนั้น เราก็จะฟัง ลิฟท์ – ออย , ศรราม เทพพิทักษ์ ,เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์, ยูโฟร์, แร็พเตอร์  หลุยส์ จอนนี่,  ค่ายแกรมมี่ก็ นูโว และ มอส ปฏิภาณ  การฟังเพลงก็เป็นไปตามวัยเพราะเราฟังเพลงจากแผ่นที่ซื้อมาใส่ในแผ่นตู้เพลงที่บ้าน แล้วก็ฟังเพลงจากคลื่นวิทยุ อย่าง มิสชันโฟร์โปรเจคต์ ของค่ายอาร์เอส ที่เขาเพิ่งกลับมารวมตัวกัน ผมก็ฟัง ซึ่งเป็นไปตามวัยและเราสามารถหาฟังได้ตามคลื่นวิทยุ

มัธยมปลาย ยุคนั้นเริ่มมีเพลงใต้ดิน ดอนผีบิน และ Rhythm God ยุคสมัยนั้นเพลงใต้ดินจะเป็นเพลงร็อกหรือเมทัล ตอนนั้น ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว อยู่แถว บางนา-ตราด นั่งรถเมล์กลับบ้านกับเพื่อนก็จะลงแถวป้ายรถเมล์กิโล 4 จะมีแผงขายม้วนเทปคาสเซ็ตร้านเล็กๆ จำได้ว่า วันนั้น ผมกับเพื่อน 2 คน มองดูแผงเทป มีม้วนเทปของ Crub กับ Moderndog เราซื้อม้วนเทปคนละม้วนแลกกันฟัง ซึ่งยุคสมัยนั้น เป็นยุคห้องซ้อมดนตรี ผมก็จะไปนั่งมั่วๆ กับเขาในห้องซ้อมดนตรีแถวปากซอยโรงเรียน การที่เราฟังเพลง Moderndog ทำให้เราเริ่มเอนเอียงมาฟังเพลงจากค่ายเบเกอรี่ ,บอย โกสิยพงษ์ , มิสเตอร์ซี (สมเกียรติ อริยชัยพาณิช) , TKO (ทีเคโอ) วงดนตรีที่พี่บอย โกสิยพงษ์ พี่สุกี้ กมล สุโกศล และ พี่สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ อยู่เบื้องหลังก่อนที่ทั้งสามคนจะตั้งค่ายเบเกอรี่มิวสิค แต่ความจริง ผมฟังเพลงมั่วไปหมด ผมฟังเพลง ติ๊ก ชีโร่ , รถไฟดนตรี พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ที่ประทับในมากสุด คือ Crub กับ Moderndog เพื่อนที่เล่นดนตรีในห้องซ้อมก็จะบ้าคลั่งโมเดิร์นด็อก

ผมเริ่มเก็บตังค์ซื้อเทป อยากฟังเพลงภาษาอังกฤษ ก็จะมีนิตยสารบิลบอร์ด (Billboard) นิตยสาร “ไควเอ็ทสตรอม” (Quiet Storm)  เราก็เลือกดูศิลปินคนไหนอยู่ในอันดับต้นๆ ก็เลือกมาฟัง เช่น Michael Jackson และนักดนตรีอีกหลาย เราเลือกฟังเพลงตามชาร์ต เช่น Vanilla Ice , MC Hammer , Nirvana เพลงภาษาอังกฤษเราก็ไม่รู้เนื้อหา ความหมาย แต่เราฟังทำนอง เมโลดี้ ช่วงมัธยมปลาย เราฟังเพลงเบเกอรี่และวงดนตรีใต้ดิน เพลงของ Mr.Pig & Big Moo , วงพราว ,สี่เต่าเธอ ผมก็ฟังนะครับ ช่วงนั้นมีเพลงใต้ดินเกิดขึ้นเยอะมากขึ้น

ตอนนั้น ผมยังไม่เริ่มเล่นกีตาร์เลยนะครับ จะมีก็แต่ไปร้องเพลงในห้องซ้อมกับเพื่อนๆ เราก็ยังเล่นดนตรีไม่เป็นแต่ก็ไปนั่งดูเพื่อนๆ ทุกครั้งที่เพื่อนๆ เล่น จำได้ว่าวันหนึ่งเพื่อนๆ นักร้องในวงห้องซ้อมของเพื่อนๆ เขาไม่มา วันนั้นเราก็เลยได้ร้อง นักร้องคนเก่าก็เลยเหมือนโดนยึดตำแหน่งไปโดยปริยาย ผมเลยเป็นนักร้องแทน แต่ผมก็ยังเล่นดนตรีไม่เป็น ที่โรงเรียนมีงานดนตรี เราก็ขอเล่น มาเริ่มเล่นกีตาร์ก็ช่วงมัธยม 6 คือถ้าเราจำเนื้อร้องเพลงมาร้องอย่างเดียวก็คงจะเหมือนนักร้องคนที่แล้วแน่ ก็เลยฝึกกีตาร์และเริ่มบันทึกเสียง พยายามสร้างความสามารถให้มีอยู่ในตนเองด้วย แล้วผมก็เริ่มแต่งเพลงในช่วงมัธยม 6

นักฟัง นักร้อง นักเล่น นักแต่งเพลง

การที่เราฟังเพลงมาก เวลาเล่นดนตรีเราก็ไม่ได้สนใจว่า สิ่งที่เราร้อง ดนตรีที่เราเล่น จะถูกหรือผิด เครื่องดนตรีที่เราเล่น เราก็ไม่ได้ยินเสียงดนตรีชัดเจนเหมือนยุคสมัยปัจจุบัน ผมคิดว่า มันเป็นยุคที่มั่วๆ เพื่อนๆ แต่ละคนก็สนใจในเครื่องดนตรีที่ตนเองเล่น ไม่มีใครมานั่งมอนิเตอร์ ผมมีหน้าที่ร้องก็ร้อง จะถูกหรือผิดก็ไม่ได้นึกถึง ถ้ามีวีดีโอบันทึกเสียงไว้ก็คงน่าอาย แต่ก็มีแต่ความสนุก ตอนนั้นเพลงที่เราเล่นก็จะเป็นโมเดิร์นด็อก เพราะเป็นวงดนตรีที่เพื่อนๆ ซ้อม แกะเพลง มาเล่นกันในห้องซ้อมกันบ่อย

ผมเริ่มเรียนกีตาร์ ครูสอนดนตรีเขาก็จะสอนเรื่องคอร์ดชุด 2-5-1 เป็นคอร์ดง่าย (Chord Progression) อย่าง G Dm C D มันจะวน แล้วเป็นเพลงต่อเนื่องกัน จำได้ว่าไปเรียนแล้วครูก็สอนให้จับคอร์ดเบื้องต้น แล้วผมก็เอาคอร์ดที่จำได้มาแต่งเป็นเพลง เพลงก็เป็นเพลงมั่วๆ ไม่มีแนวคิดอะไร มีโอกาสก็เปิดให้เพื่อนๆ หรือเล่นดนตรีให้กับน้องๆ ปี 1 ปี 2 ฟังเวลาที่คณะมีกิจกรรม มีโอกาสเล่นเพลงของตนเองอวดเพื่อนๆ คือ เราก็นึกว่าเราเก่ง แต่งเพลงได้ ถ้าผมมีโอกาสคงจะได้เอาเพลงพวกนี้มาทำกับ สุจิปุลิ (sujipuli) เป็นเพลงซื่อๆ ง่ายๆ แต่เป็นเพลงที่ได้ความรู้สึกซื่อๆ มันเป็นเรื่องของวัย เป็นเรื่องบ้าๆ บอๆ ส่วนเมโลดี้ก็เกิดจากคอร์ดที่เราพอจับได้ ถ้าเป็นเมื่อ ก่อนคงอาย แต่พอโตขึ้นมันก็เป็นเรื่องตลกและเป็นความทรงจำดีๆ ของเรา

เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากรก็สนุกเพราะได้รู้จักกับพี่บอล พี่บอลเป็นคนสอนการเล่นดนตรี สอนทุกอย่าง ปี 1 ก็สอนตีกลอง ประกวดดนตรีกับรุ่นพี่ เราเรียนคณะศึกษาศาสตร์ โชคดีที่ไม่เครียดมากเท่ากับคณะอื่นๆ มีเวลาเล่นดนตรี มีเวลาอยู่ในห้องซ้อม มีชมรมดนตรีเล็กๆ ที่พวกแก๊งพี่บอลหาพื้นที่ซ้อมให้กับน้องๆ เราก็เล่น ซ้อม มีโอกาสก็ลงประกวด มันเป็นบรรยากาศแบบนี้ มีคอนเสิร์ตที่เราตั้งใจไปดูให้ครบทุกคอนเสิร์ต

สมัยก่อนอยากทำเพลง ยุคพี่บอลจะเป็นเครื่อง 4 แทร็ก (อุปกรณ์บันทึกเสียงที่แยกเสียงออกเป็น 4 ช่องอิสระพร้อมกัน) พอมาถึงยุคผมเป็นเครื่องบันทึกเสียงดิจิทัล 8 แทร็ก ซึ่งใช้แผ่น Zip ของ Macintosh ความจุ 100 MB เป็นตัวบันทึกข้อมูล  ผมต้องมาฝึกใช้เครื่อง แต่ผมก็เริ่มจากการฝึกหัดจากเครื่องบันทึกเสียงแบบ 4 แทร็กของพี่บอล เริ่มใช้เครื่องบันทึกเสียง เริ่มแต่งเพลง เริ่มบันทึกเสียง เริ่มเป็นเพลง ผมไม่ได้คิดว่าชีวิตจะต้องเป็นอะไร แต่ผมชอบเรื่องพวกนี้ ชอบอัดเสียงเก็บไว้ ตอนเรียนจบ เพื่อนๆ ยังจำได้ก็คืออัดเพลงที่แต่งใส่ม้วนเทปแจกให้เพื่อนๆ ก็สนุกๆ เป็นอารมณ์แบบนี้

ตอนพี่บอลเรียนจบ เรามีชมรมดนตรีที่เราตั้งขึ้นมาตั้งแต่รุ่นพี่บอล เรามีห้องเล็กๆ อยู่ในโรงยิมของมหาวิทยาลัย หากใครอยากได้ทุนไปทำชมรมเขามีโครงการต่อต้านยาเสพติด เราก็ขี้โกงกัน ผมจำได้ว่า โม้ โกหก แล้วก็ได้เงินก้อนไปซื้อแอมป์กีตาร์ ส่วนเพื่อนบ้านของผม อยู่ดีๆ ก็ทิ้งกีตาร์ไว้หน้าบ้าน แล้วผมก็เอากีตาร์ตัวนั้นเก็บไว้ที่ชมรมเพื่อให้ชมรมมีเครื่องดนตรี ชีวิตช่วงนั้น เล่นดนตรี ดูดนตรี ดูคอนเสิร์ต แลกเพลงกันฟัง ตามคลื่นวิทยุก็จะมีไลฟ์คอนเสิร์ตของโอเอซิส เราก็อัดเอาไว้ เก็บไว้ฟัง เก็บไว้แกะเล่น อยู่ในมวลบรรยากาศแบบนี้ อาจจะเป็นช่วงเวลาที่แค่ชอบ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าชีวิตจะต้องทำโน่นทำนี่ ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้

เวลาประกวดวงดนตรีก็ลงประกวดกัน แต่ก็ตกรอบนะครับ ตอนพี่บอลอยู่ในวงเราเข้ารอบได้ที่ 2 ที่ 3 พอพี่บอลเรียนจบก็ตั้งวงกับเพื่อนลงประกวดทุกปี ปีต่อมาเขาก็เปลี่ยนกรรมการ เราลงประกวดก็ตกรอบเหมือนเดิม มันเป็นวัยเด็กที่มีความมั่นใจ หลงตัวเอง บ้าๆ บอๆ แต่ก็ไม่ได้เลิกเล่นดนตรี

การเดินทางสู่การเป็นนักแต่งเพลง

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมใช้ชีวิตค่อนข้างเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่เรื่องของตนเอง เล่นดนตรี ขอตังค์คุณพ่อคุณแม่ซื้อเครื่องดนตรี ยอมกินมาม่าเพื่อจะเก็บเงินไปซื้อเอฟเฟกต์กีตาร์ ใช้เงินเพื่อซื้อของพวกนี้ ถ้าอยากจะไปเที่ยวก็เที่ยวกับเพื่อนๆ ไม่ได้มีจิตสาธารณะอะไรทั้งสิ้น วุ่นวายอยู่กับเรื่องของตนเอง เพราะยุคสมัยที่เรียนอยู่โรงเรียน เราไปโรงเรียนแล้วก็กลับมานอนบ้าน ไม่มีอะไรที่โลดโผน มัธยม 3 ยังนั่งรถโรงเรียนกลับบ้านอยู่เลย ส่วนเพื่อนๆ เขานั่งรถเมล์กันหมด อาจเพราะคุณพ่อคุณแม่กังวลเรื่องความซน ตอนเรียนมัธยมปลาย ก็เริ่มนั่งรถเมล์ เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากรก็ใช้ชีวิตเต็มที่ เพราะเราอยู่ที่จังหวัดนครปฐม กลับบ้านที่กรุงเทพฯ อาทิตย์ละครั้ง สองอาทิตย์ครั้ง เหมือนเด็กที่ไม่เคยได้อิสระพอเติบโตก็ทำทุกอย่างเต็มที่กับเพื่อนๆ เรื่องอะไรที่วัยรุ่นเขาทำกัน เล่นดนตรี ท่องเที่ยว ฯลฯ เราก็ทำแล้วก็ได้รับบทเรียนที่ดีและไม่ดีเต็มไปหมด

สำหรับผมกับพี่บอล มันเป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ พี่บอลเขาเล่นดนตรีตั้งแต่เด็ก ตอนประกวด เขาก็เป็นเด็กที่สุดในวงที่เข้าประกวด รุ่นพี่หลายคนก็ว้าวุ่นกับเรื่องดนตรี จำได้ว่าเมื่อผมเรียนจบปริญญาตรีเรารวมกลุ่มกันทำวงใต้ดิน ลงหุ้นกันทำเทปขายเอง หน้าหนึ่งก็เป็นผมกับพี่บอลแล้วตั้งชื่อวง “สครับบ์” อีกหน้าก็เป็นเพื่อนๆ เป็นกลุ่มเดียวกันแต่เป็นอีกวงหนึ่ง ตอนทำเพลงก็มาทำที่บ้านผม เครื่องบันทึกเสียง 8 แทร็ก และยังยืมเครื่องเครื่องดรัมแมชชีนของพี่ฟั่นมาบันทึก ( ฟั่น – โกมล บุญเพียรผล โปรดิวเซอร์รางวัล สีสัน อวอร์ดส์ ครั้งที่ 17 พ.ศ. 2547 ) พี่บอล ทำเพลง เบส กีตาร์ ผมร้อง แล้วก็เอาเทปไปฝากขายตามร้านขายเทป เช่น โดเรมี สยามสแควร์ , ร้านเจ.ยู.พันทิพย์ ,ร้านอร่อยหู ,ร้านน้อมท่าพระจันทร์

เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อนคนอื่นก็เริ่มทำมาหากิน แต่ผมกับพี่บอลก็ทำเพลง ส่งเพลง ฟังเพลง เหมือนไม่ได้ตั้งใจจะทำเพลงกันเพียงสองคน แต่เมื่อมันเหลือเพียงสองคน เพราะเพื่อนๆ ต่างก็ไปทำมาหากิน รับผิดชอบกิจการของครอบครัว ทำอะไรที่จำเป็นกับการมีชีวิต ซึ่งในช่วงที่ผมเป็นนักศึกษาปี 3 ปี 4 พี่บอลมีวงดนตรีอยู่วงหนึ่ง เป็นศิลปินฝึกหัดอยู่ที่แกรมมี่มีโอกาสทำเพลงกับจินนี่เร็คคอร์ด ผมมีความสุขเมื่อมองเห็นรุ่นพี่กำลังจะออกเทป มีเพลง แต่สักพักพวกเขาก็แยกย้าย พี่บอลมีเพลงที่เขาทำไว้กับวงแต่เพื่อนๆของเขาแยกย้าย ส่วนพี่บอลเขาลุยต่อ แล้วเขาก็ชวนผมมาทำวง ชื่อวง Eye

ตอนนั้นผมเล่นกีตาร์ เล่นแบบก๊อกๆ แก๊กๆ แต่มันจำเป็น มันต้องไปต่อ ส่วนสมาชิกในวงดนตรี มือกลอง มือเบส เขาเล่นดนตรีเก่ง ส่วนพี่บอลเล่นกีตาร์และร้องนำ ในช่วงปี 2000  Genie Records ทำอัลบั้มรวมศิลปินหน้าใหม่ เช่น พลพล , Saturday Seiko, Paradox ชื่อ อัลบั้ม Intro 2000 เพื่อต้อนรับการเข้าสู่ปี 2000 ในปลายปีเดียวกัน พวกเราทำอัลบั้มใต้ดิน ชื่อว่า Scrubb – soundaboutl  ทำอัลบั้มออกมา 500 ม้วน ทำเอง ฝากขาย ส่งตามคลื่นวิทยุ โคตรมัน! เพราะเราทำโดยไม่ได้คิดอะไร

ทดลองบทเพลง ทดลองความรู้สึกในตัวตน  

ตอนพี่บอลทำเพลง ผมก็เป็นแฟนเพลงของเขา ยุคสมัยก่อนตอนอยู่มหาวิทยาลัย ก็มีเด็กกิจกรรม เอาซาวด์อะเบาต์ทึกเสียงวงดนตรีของเขาไว้ เวลาเขาชวนไปไหนเราก็ไป นักร้องคนเดิมชอบแต่งเพลงภาษาอังกฤษ บางเพลงเขาก็ทดลองให้ผมลองแต่งเป็นเพลงภาษาไทย ก็มั่วไปเรื่อยๆ ตอนนั้น ไม่ได้คิด แม้แต่ตอนที่พี่บอลชวนไปทำวง Eye ก็ไม่ได้สนใจอะไร รู้เพียงว่า ออกเทป ดีจัง แล้วเราก็ตกลง แต่เมื่อถึงกระบวนการ มันเป็นก้อนเพลงเดโมของพี่บอล สิ่งที่เราได้เรียนรู้ คือ เฮ้ย! ถ้าเราทำแล้วมันไม่ใช่อะไรจากเราเลย ในความรู้สึก มันเป็นอะไรที่ไม่ดีเลย

พี่บอลมีความสุขเพราะเป็นเพลงที่เขาแต่ง ส่วนตัวผม มันเหมือนการเล่นละครนิดนึง ก่อนออกเทปก็ดีใจ แต่พอทำไปแล้วมีความรู้สึกว่า ถ้าทำแล้วมันเป็นแบบนี้ เราไม่ทำดีกว่า เหมือนเราได้ทดลองความรู้สึกซึ่งในส่วนตัวผมไม่ได้ภูมิใจกับผลงาน เราเป็นเหมือนจิ๊กซอว์เพื่อให้ครบองค์ประกอบ เพื่อผลงานจะได้ปล่อยออกไป มันเป็นความรู้สึกที่ผลักดันให้ผมอยากทำเพลงใต้ดิน อยากทำเพลงที่เราแต่งเอง

ตอนนั้น เราชอบโยคีเพลยบอย หน้าปกเป็นรูป “นมหนาม” ผมก็เปิดหนังสือเพลงเอาคอร์ดเขามาเล่น แล้วก็แต่งเนื้อร้อง สร้างเมโลดี้ขึ้นมาใหม่ อัลบั้มใต้ดินชุดแรก คอร์ดเพลงบางเพลงเป็นคอร์ดเพลงของพี่โป้ โยคีเพลย์บอย ส่วนเนื้อเพลงกับเมโลดี้ ถูกแต่งขึ้นมาใหม่ เราไม่คิดอะไรมาก เราชอบ เราอยากมีเพลงแบบนี้ มีโอกาสก็ทำเพลงใต้ดินขาย เพลงที่เอาคอร์ดของ พี่โป้ โยคีเพลย์บอย ชื่อเพลงว่า “ชูบีดูบีดั๊บ” ถ้านักดนตรีฟังจะรู้เลยว่า เฮ้ย! นิมันคอร์ดเค้าเลย แค่ทำให้จังหวะเร็วขึ้น แต่งเนื้อ สร้างเมโลดี้ขึ้นใหม่

เราสนุกสนานกับเรื่องเหล่านี้ ชอบใครก็หาคอร์ดเพลงของเขามาแล้วก็แต่งเนื้อร้อง  เพราะผมไม่ได้เรียนดนตรี และไม่รู้เลยว่า การแต่งเพลงที่ถูกต้องมันเป็นยังไง ลอกเลียนแบบ เฮ้ย! เพลงนี้เพราะ  เราก็เอาคอร์ดเขามา ฝึกแต่ง ทำโน่นทำนี่ เป็นช่วงเวลาแบบนั้น เพื่อจะได้มีเพลงของตนเอง แต่ผมก็จำความรู้สึกไม่ได้แล้วว่า ทำไมถึงอยากแต่งเพลงของตนเอง มันไม่ใช่ความรู้สึกแต่งเพลงแล้วออกเทป แต่เป็นความรู้สึกอยากทำ อยากแต่ง เมื่อมีเพลงแล้วเราก็รู้สึกดีกับมัน หลังจากนั้น เมื่อจะทำเพลงใต้ดิน เราเริ่มรู้สึกว่า มันไม่ได้ ถ้าจะเอาแค่ทำเพลงให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็เกรงใจเรา เขาก็จะไม่คอมเม้นต์ที่มันโหดร้าย เพื่อนก็บอกดีๆ เพราะๆ หลังจากนั้น ก็คุยกับพี่บอลว่า แบบนี้ก็ … ตัดสินใจลองทำขาย แม่ง!

สมัยก่อนมีเว็บไซต์พันทิพย์ เราก็โพสต์ “ผมทำเทปลองฟังดู” บางเว็บไซต์ก็มีให้ฝากไฟล์ MP3 แต่เมื่อเข้าไปสนามจริงก็โดนด่าเละเทะ ก็เลยรู้ว่า เฮ้ย สิ่งที่เราทำมันต่ำกว่ามาตรฐาน ความเชื่อที่ว่า เพลงเราเพราะ พออยู่ในสาธารณะก็สะใจเลย ยังจำได้ สมัยก่อนมีเว็บไทยอันเดอร์กราวด์ (Thaiunderground.com เว็บไซต์ชุมชนดนตรีอิสระช่วงต้นทศวรรษ 2000) เป็นคอมมูนิตี้เกี่ยวกับเพลง ตอนนั้น ผมถูกคอมเม้นต์ด่าจากเว็บนี้ เพลงอะไร ร้องอะไร โดนด่าเละเทะ แต่ก็ไม่สนใจ ถามว่าโกรธมั้ย? ก็โกรธ เฮ้ย! นิมันเพลงกู แต่เราอยากรู้เองไง อยากรู้ว่า ความเห็นของคนที่ไม่มีความสัมพันธ์กับเราเป็นยังไง อย่างน้อยมันก็สะท้อนว่า เราต้องปรับปรุงอะไรหลายสิ่ง หลังจากนั้น ก็เรียนรู้มาเรื่อยๆ

ส่วนโปรเจกต์ อาย (eye)”  คงเพราะผมไม่มีส่วนร่วมกับมัน เราต้องกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ที่ค่ายเห็นว่าเหมาะสม เมื่อทำแล้วเต็มไปด้วยความรู้สึกแบบนี้เราไม่ทำดีกว่า ซึ่งเราก็คิดว่า เราทำขายใต้ดินเองดีกว่า ทำปีละครั้ง ซึ่งในช่วงนั้นมี V Fm ที่ตอนหลังเปลี่ยนเป็น แฟตเรดิโอ (FAT Radio 104.5 MHz)  เขาก็เริ่มเอาเพลงนั้นเพลงนี้มาเปิด ผมก็ฟังตลอด จำได้ว่า วันหนึ่งพี่เต็ด (ยุทธนา บุญอ้อม) จัดรายการแล้วก็จำได้ว่า เขาเอาเพลงของวงดนตรีมาเปิดชื่อวงว่า อิเล็กโทรโซนิค ซึ่งเป็นวงของดาโน่ ดนัย ธงสินธุศักดิ์ ซึ่งสมัยก่อนเขาอยู่ genie records เป็นโปรดิวเซอร์ Retrospect , Sweet Mullet และอีกหลายวง ซึ่งพี่เต็ดบอกว่าได้เทปมาจากวงโดเรมี จึงอยากมาเปิดให้ทุกคนฟัง

เป็นจุดหนึ่งที่เราคิดว่า เฮ้ย! เดี๋ยวเราทำเพลงใต้ดินแล้วเอาไปฝากร้านโดเรมี เดี๋ยวพี่เต็ดเขาก็คงเอามาเปิด คือ คิดแบบง่ายๆ เดียวเขาก็คงเอาเทปมาเปิดได้เหมือนกันมั้ง ทำให้เราอยากเอาเทปไปฝากขายตามร้านต่างๆ แต่ชีวิตจริงมันไม่ได้เป็นขนาดนั้น เขาก็ไม่ได้ไปร้านขายเทปทุกวัน แล้วเราก็ไม่ได้เป็นเพลงที่น่าสนใจขนาดนั้น ผมก็เลยเอาเพลงไปส่งให้ที่แฟตเรดิโอด้วยตนเอง จำได้ว่าวันที่ไปถึง ผมขึ้นไปรออยู่นาน 2-3 ชั่วโมง เพราะพี่เต็ดเขาประชุม ตอนแรก รปภ. เขาให้ฝากไว้ แต่เราเป็นเด็กคิดว่า ถ้าเราฝากแล้วไม่ถึงทำไง คือ อยากส่งให้ถึงมือ เราก็สบายใจ คิดแบบเด็กๆ

วันหนึ่งที่แฟตเรดิโอ “เฮ้ยยย…เจ๋งว่ะ!”

ประชุมเสร็จพี่เต็ดก็บอก “อ้าว! มาส่งเดโมเหรอ”  แล้วพี่เต็ดก็ให้ผมคุยกับพี่จ๋อง (จ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ) พี่จ๋องก็บอก “ไหนมีเพลงอะไรมาให้ฟัง” เขาก็นั่งฟังในห้อง ฟังเพลงที่ 1. เพลงที่ 2. เพลงที่ 3. ชื่อเพลง “ชูบีดูบีดั๊บ” พี่จ๋องบอกเพลงนี้น่าสนใจ แล้วเขาเอาก็เอาเพลงเดินไปเปิดในรายการวิทยุทันทีเลย ด้วยความเป็นเด็ก เราก็ตกใจ ตอนนั้น เราส่งฮอตเวฟ (Hotwave) ด้วยนะ ส่งรายการวิทยุทุกที่ แต่มีแฟตเรดิโอที่เปิดให้ แล้วเขาก็เปิดออกอากาศ ผมก็รู้สึกว่า เฮ้ยยย…เจ๋งว่ะ! หลังจากนั้นก็ไฟลุก เรารอฟังเพลงที่ส่งไปตามสถานีวิทยุต่างๆ ตอนนั้น เพลงของเราขึ้นชาร์ตแฟตเรดิโออันดับสิบกว่าๆ เหมือนได้กำลังใจจากผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส เพราะตอนนั้น เราเป็นเด็กไม่รู้จักใครเลย

หลังจากนั้นก็มีงานแฟตเฟสติวัล (Fat Festival) ก็ขอเขาเล่น แล้วก็อ้างโน่นนี่ เพลงผมอยู่ในชาร์ต ผมขอเล่นด้วย อะไรแบบนี้ เขาก็ให้เราเล่น แต่สมมุติวงปกติเริ่มเล่นช่วงบ่ายโมง เขามีเวลาให้เล่นช่วงเที่ยงวัน แล้วรายชื่อก็ไม่มีอยู่ในโปสเตอร์งานด้วย ตอนที่เล่นก็ไม่มีคนดู มีแต่นักดนตรี เล่นเสร็จก็ขอขายแผ่น พอเขาให้เราก็ไปหาแผ่นเปล่ามานั่งไรต์ไปขายกัน สนุกดีครับ เป็นยุคคาบเกี่ยวกับ a day ซึ่งก็มีโปรเจกต์อะเดย์เร็คคอร์ด ซึ่งเขาก็เลือกเรา แต่พอถึงเวลาก็เหมือนเดิม พอ a day มีงานเราก็ไปขอเขาเล่น ตอนเล่นก็ไม่รู้หรอกว่า เล่นดีหรือไม่ดี มีเวลาเท่าไหร่ก็เล่นเท่านั้น

เพลงของสครับบ์ เป็นเพลงที่เล่นด้วยคอร์ดง่ายๆ เล่นง่ายๆ แต่เพลงจะถูกทำให้ยากขึ้นด้วยพี่บอล บางทีก็ถามพี่บอลว่า มันเป็นคอร์ดอะไร พี่บอลเขาก็อธิบายว่า บางคอร์ดมันธรรมดาเปลี่ยนเป็นแบบนี้มันจะได้ไม่โหล ถ้าเป็นตัวเดโมคอร์ดกีตาร์ในเพลงจะเป็นคอร์ดง่ายๆ สิ่งที่ทำให้มันดีขึ้นก็เป็นเพราะพี่บอลกับพี่ฟั้น ครับ ซึ่งพอเป็นงานสตูดิโอ ผมก็จะจับคอร์ดพวกนั้นไม่ได้แล้วเพราะมันเกินความสามารถของเราไปแล้ว ทุกสิ่งมันเริ่มจากคอร์ดง่ายๆ คอร์ดที่ผมยังไม่รู้ว่า มันเป็นคอร์ดอะไรด้วยซ้ำ แต่เวลาเราจับคอร์ดเราจะรู้ว่า เฮ้ย! เสียงแบบนี้มันก็ได้วะ หลังจากนั้นพี่บอลกับพี่ฟั้นก็จะเข้ามาฟังเดโมแล้วก็จะมาแกะ มันเป็นแบบนี้นะ หรือที่ถูกต้องมันต้องเป็นโน้ตแบบนี้นะ บางทีมีโน้ตที่มันไม่ใช่ เขาก็จะบอกว่า อันนี้ไม่ได้นะ ซึ่งก็ต้องขอบคุณพี่บอลกับพี่ฟั้นที่ทำให้เพลงมันกลายเป็นคอร์ดที่สามารถสื่อสารได้

กลิ่นอาย ลายมือและตัวตนบนงานเพลง

มองกลับไปในตอนที่อยู่ในค่ายเพลง ในแต่ละช่วงเวลา เขาเชื่อใจและไม่เข้ามากวนในกระบวนการทำงานของเราเลย เราสะสมตัวตนของเราไปเรื่อยๆ เพลงก็ให้เรารวบรวมเอง ผมคิดว่า พอเราแต่งเป็นเพลง ช่วงหลังแม้จะมีคนมาช่วยแต่ง แต่เราก็ยังกำหนดทิศทางกันเอง มันมีกลิ่น มีลายมือ หรือมีอะไรบางอย่างที่เป็นเราโดยไม่รู้ตัว แต่ความนิยมตามยุคสมัย ผมคิดว่า วงผมโชคดี โชคดีที่วงดนตรีในผับเอาเพลงของเราไปเล่น บางเพลงไม่ติดชาร์ตแต่มันก็อยู่ในผับ เล่นแล้วคนก็สนุกกัน วันหนึ่งเจ้าของผับก็จ้างผมไปเล่น ผมคิดว่ามันอยู่ในรูปแบบนี้ครับ เราเดินทางมาเรื่อยๆ ได้คัฟเวอร์เพลงของ พี่จิ๊ก ประภาส ชลศรานนท์  “เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ”

ล่าสุด ผมได้ไปเล่นต่างประเทศเพราะมีน้องคนหนึ่งเป็นแฟนเพลงเรา เขาเอาเพลงของเราไปแต่งเป็นนิยายโพสต์ในอินเทอร์เน็ต คนนิยม สำนักพิมพ์ขอซื้อไปพิมพ์ ค่ายหนังไปเห็นก็ทำเป็นซีรีส์ (เพราะเราคู่กัน 2gether The Series) เพลงก็อยู่ในซีรีส์ ซีรีส์ก็ได้สตรีมมิ่งเผยแพร่ออกไปต่างประเทศ เราก็เลยได้ไปเล่นที่ประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่น สครับบ์ไม่ใช่วงดนตรีที่เก่ง แต่เป็นเรื่องของโชคชะตาจริงๆ สิ่งดีๆ ก็คือ เรามีพี่บอลคอยดูแลความเรียบร้อย เป็นคนหาน้องๆ มาเล่นกับวง ควรเล่นยังไงให้ถูกต้อง บางเพลงจังหวะ 120 บางที่เราก็เพิ่มเป็น 122 เพิ่มความเร็วให้จังหวะมันสนุกขึ้น ต้องยกความดีความชอบให้พี่บอล บางทีก็เตือนเรื่องการร้อง ต้องร้องแบบนี้นะ คำนี้เพี้ยนนะ เพื่อการแสดงของเราจะได้สื่อสารกับคนฟัง

เมื่อสครับบ์อายุมากขึ้น หลายครั้งที่เราเล่นงานแต่งงาน ผับ องค์กร ก็มีน้องสมัยเรียนมัธยมซึ่งเราเคยไปเล่นตามโรงเรียน เมื่อเขาเติบโตและเป็นส่วนหนึ่งในการจัดปาร์ตี้ เขาก็บอก “หนูก็เลยจิ้มพี่มาเล่น” บางครั้งก็บอกว่า ผมจีบแฟนด้วยเพลงพี่เลยครับ เราจึงมีโอกาสเล่นในงานแต่งงานของเขาเฉยเลย บางครั้งในงานแต่งงานเจ้าบ่าวกยังไม่รู้จักวงดนตรีของเราด้วยซ้ำ แต่เจ้าสาวชอบเพลงของเรา เจ้าบ่าวอยากเอาสครับบ์ไปเซอร์ไพรส์ หรืองานเฟสติวัล สมัยแฟนเพลงบางคนเป็นเด็กน้อย เมื่อเติบโตเขาเป็นผู้จัดงานเฟสติวัล เขาก็ชวนเราไปเล่น มันเต็มไปด้วยบรรยากาศแบบนี้ เราโชคดีที่เขายังซัปฟอร์ตเราอยู่ และเมื่อวันหนึ่งเขามีจังหวะที่เหมาะสม จ้างเราไปเล่น ชวนเราไปเล่น แฟนเพลงหลายคนก็กลายเป็นเพื่อนเรา กลายเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ

ย้อนกลับไปในช่วงที่สครับบ์เริ่มมีรายได้คงเป็นช่วงคัฟเวอร์เพลง “เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ” มันเป็นช่วงที่เราเปิดใจ เพราะยุคสมัยก่อน เราก็จะต้อง ร้องเอง เล่นเอง แต่งเอง ทุกอย่างต้องเป็นแบบที่เราคิด แต่เมื่อลองหมดทุกอย่างแล้ว เราก็พบกับข้อจำกัด วันหนึ่งเมื่อเราได้โอกาสในโปรเจ็กต์นิตยสาร a day ชวนวงดนตรีหลายวงมาคัฟเวอร์เพลงของพี่จิก หลายวงดนตรีเลือกเพลงฮิตไปหมดแล้ว เหลือเพียง ฺB side และเพลง “เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ” เพลงของเฉลียงซึ่งคนยังไม่ค่อยรู้จัก หลังโปรเจ็กต์นิตยสาร a day สครับบ์ก็มีงานมากขึ้น ค่อยๆ เติบโต แล้วอยู่ดีๆ เพลง “ใกล้” ไปเล่นที่ไหนคนก็มีความสุขกับมัน แล้วก็มีเพลงอื่น เช่น  “เข้ากันดี” ที่พี่กอล์ฟ Superbaker ช่วยแต่ง เพลง “เก็บไว้กับเธอ” พี่บอย ตรัย ภูมิรัตน์ ช่วยแต่ง ผมรู้สึกโชคดีที่ได้ฝีมือจากคนเก่งมาช่วยแต่งเพลง  

ผมเข้าใจแล้วว่า การทำให้วงดนตรีขับเคลื่อนไปได้เราควรจะทำตัวยังไง เราควรพูดจายังไง เพราะในช่วงที่ผ่านมา เรามีช่วงเวลาที่หลงตัวเอง พูดจาบ้าๆ บอๆ ใส่คนรอบข้าง ช่วงเวลาหมดหวังกับตนเอง แต่งเพลงไม่ได้ ช่วงเวลาที่โทษตนเอง ช่วงเวลาที่เราเข้าใจว่าเราไม่ได้เดินทางมาไกล โดยความสามารถ ความดื้อที่จะทำ แต่มันเป็นเรื่อง โชคชะตา จังหวะ เวลา มาเกี่ยวข้อง

26 ปี บนเส้นทางดนตรีกับสครับบ์

สครับบ์เดินทางมาถึงปีที่ 26 มันมีเรื่องความสัมพันธ์ มีความเห็นอกเห็นใจ นอกจากความสัมพันธ์ในแง่ของนายจ้างลูกจ้าง ยังมีความสัมพันธ์ในแง่ของความเป็นเพื่อน ความมีน้ำใจต่อกันและกัน ซึ่งแต่ละคนที่ทำงานกัน เราไม่ได้มองเขาเป็นลูกจ้าง พูดให้ง่ายก็คือ เราพยายามทำให้เขารักเรา ด้วยการปฏิบัติตัวดี ช่วยเหลือกันและกันในโอกาสที่เหมาะสม ซึ่งมันก็มีช่วงเวลาที่ผมเป็นคนที่แย่ หรือช่วงเวลาที่เป็นคนสมองโบ๋ คิดอะไรก็ไม่เป็น ตัดสินใจอะไรไม่ได้ ช่วงเวลาที่หลงตนเองก็คิดโน่นคิดนี่ เก่งเหลือเกิน ด่าคนนั้นคนนี้ หรือพูดจาแย่มากๆ ใส่คนที่สนับสนุนเรา สุดท้ายเรื่องเหล่านี้ก็ผ่านไป เราก็ได้เรียนรู้ เสียใจ ดีใจ

ผมรู้สึกว่า ความสนุกไม่ใช่แค่การเล่นดนตรี ได้ตังค์แล้วไปชอปปิ้ง ผมรู้สึกว่า มีความสุขเพราะเรามองเห็นพี่น้องเพื่อนร่วมงาน เราเดินทางไปแลกเงินกับนายจ้างในงานต่างๆ เวลาเรามองกัน มันไม่ใช่แค่การทำงานแล้วรับเงินอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการปรับตัว มันทำให้ความสัมพันธ์เราดี ส่วนการเล่นดนตรีจะเล่นผิดเล่นถูกมันก็เป็นอีกเรื่องนึง ผมรู้สึกว่าคนดูรับได้ ยิ้มกัน มองกัน ไม่ได้สักแต่ว่า เล่นให้ถูก เล่นให้เก่งที่สุด อย่างที่เล่น Orcrestra ผมบอกน้องๆ ว่า ถ้าใครเล่นผิดก็หันมาหัวเราะกันนะ ไม่ต้องมาจับผิดกัน คือการเล่นดนตรีถูกหรือผิดสำคัญ แต่ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เรื่องสำคัญคือ เวลาผิด เราซัปพอร์ตกัน หัวเราะกัน เพราะสุดท้ายแล้วดนตรีมันเป็นเรื่องของอารมณ์

ถ้าเราทำให้คนรอบตัวมีอารมณ์ร่วมกับเรา เช่น เขารู้สึกดีกับเรา เขามองเราแล้วไม่คิดมาก เขาจะเศร้าอะไรไม่รู้ แต่เมื่อมาฟังดนตรี เขามาสนุกกัน ส่งพลังให้กัน ร้องเพลงด้วยกัน มีความสุขด้วยกัน  มันเป็นจุดที่เรารู้สึกว่า เราก็น่าจะได้ไปต่อนะ  ทุกวันนี้ก็ไม่ได้คิดว่า อนาคตจะเป็นยังไง เราคิดเพียงว่า วันนี้ผมจะเตรียมตัวให้ดีที่สุด คือ เล่นดนตรีโดยไม่เมา เล่นดนตรีอย่างมีสติ เล่นแล้วก็รู้ว่า เราต้องเล่นอะไร คนดูรู้สึกยังไง มองตาคนดู ถ้าเราเล่นดนตรีครั้งล่าสุดแล้วสนุกมันก็เป็นคำตอบว่าเราน่าจะได้ไปต่อ น้องๆ ในนั้น อาจเป็นแฟนเพลง อาจเป็นลูกค้า อาจเป็นคนที่จ้างเราไปเล่น ผมคิดเพียงแค่นี้ สมัยก่อนคิดเยอะแล้วก็เสียเวลา ตอนนี้ก็ดูแลตัวเองให้ดี เล่นดนตรี ทำยังไงก็ได้ให้การเล่นดนตรีทุกครั้งมันสนุก

น้องๆ รุ่นใหม่ที่หัดทำเพลง เวลาทำเพลงก็หาเวลาเล่นดนตรีให้คนจริงๆ ลองฟัง เรื่องของอีโก้เดียวเขาก็เรียนรู้เอง ถ้าเราพูดมากเดียวเขาอาจจะคิดว่า “มึงจะไปรู้อะไร” เด็ก Gen Z และ Gen Alpha ไม่เหมือนกับยุคของผมที่ยังพอจะซึมซับในสิ่งที่ผู้ใหญ่สอนได้ แต่ Gen Z เขาไม่ฟัง ผมคิดว่า ไม่ว่าใครที่ทำดนตรี ลองโพสต์สตรีมมิ่ง (Streaming) หาค่ายเพลง ถ้าไม่หาค่ายก็หาวิธีลงทะเบียน Spotify หรือ Apple Music ซึ่งมันมีวิธีเยอะแยะ ฝากเพลงกับ Believe ค่ายเรื่องดูแลสตรีมมิ่ง หาเวลาแล้วไปเล่นดนตรี  ถ้าแต่งเพลงแล้วไปเล่น เล่นแล้วคนสนุก นี่ก็คือคำตอบ ถ้าเล่นแล้วสนุกกันเอง มึงจะฝืนไปต่อก็เรื่องของมึง หรือจะปรับให้มันสนุกก็เรื่องของมึง

ผมรู้สึกว่า วงดนตรีแต่ละวงอาจจะแชร์ประสบการณ์กันไม่ได้ทุกมุม อย่างผมมีสมาชิก 2 คน เล่นดนตรีกันก็ทะเลาะกันชิบหาย บางช่วงเวลาก็ไม่คุยกัน บางช่วงเวลาก็งอนกัน สุดท้ายเราก็รู้แล้วว่า จุดที่เราทำได้และทำไม่ได้มันไม่เหมือนกัน เรารู้ว่า เราต้องพึ่งพากัน สุดท้ายทำยังไงก็ได้ให้น้องๆ รักผม 2 คน แต่ผม 2 คนก็ต้องเข้าใจกันด้วยในสิ่งที่เราเป็น ส่วนระหว่างทาง แต่ละวงต้องเรียนรู้กันเอง ส่วนการพัฒนา มันไม่มีวิธีอื่น นอกจากการแต่งเพลงของตนเอง แล้วเอาเพลงตนเองไปเล่น จัดอีเว้นต์จากวงดนตรีที่เริ่มใหม่อาจจะมีคนมาดู 10 คน 20 คน มีเฟสติวัลก็ลองไปขอเขาเล่น ร้านไหนที่ดูใจดีก็ลองไปขอเขาเล่น แต่พยายามเน้นไปที่เพลงของตนเอง ถ้าต้องคัฟเวอร์ก็ไม่ผิดในช่วงแรก

ผมมักจะบอกน้องๆ ว่า ณ เวลาที่เราคัฟเวอร์เพลงของใครก็ตาม แม้เราจะเล่นเพลงคนอื่นได้ดีที่สุดในโลก เหมือนที่สุดในโลก แต่ไม่มีประโยชน์เมื่อเทียบกับการเล่นเพลงของตนเอง เล่นเพลงกระจอกๆ ที่เราแต่งขึ้นเอง เมื่อทำไปเรื่อยๆ ใช้สมาธิจดจ่อกับการทำเพลงของตนอง แล้วก็โพสต์ ดูคอมเม้นท์ หาที่เล่น ไม่ว่าจะ 5 คนหรือ 10 คน สมาชิกในวงดนตรีจะรู้สึกได้ว่า เพลงที่เราเล่น ณ วินาทีนั้น มัน โอเคหรือเปล่า ถ้าอยากได้คอมเม้นท์ เราก็ต้องเปิดใจรับคำแนะนำหรือการวิพากษ์วิจารณ์จากเขา (Feedback) ถ้าจะทำเพลงของตนเองไว้ฟังเองก็เล่นในห้องซ้อมอย่างมีความสุข ไม่ต้องไปลง YouTube หรือ หาที่เล่น แต่ถ้าอยากเป็นวงดนตรีที่ค่อยๆ เดินทาง ก็ต้องหาที่เล่น ค่อยๆ มอนิเตอร์ตนเองจากการเล่นสด มีสมาธิ ถ้าเดินทางมาในเส้นทางนี้ มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่จะไปถึงขั้นไหน? ผมรู้สึกว่า สภาพแวดล้อม ดวงชะตา สำคัญ

ผมคิดว่าชีวิตจริงมันเหมือนการแทงหวย เวลาซื้อเราอาจจะไม่ได้เลขที่สวยที่สุด แต่เมื่อถึงเวลา เลขของเราเสือกถูกรางวัล มันอาจไม่ใช่เลขตองอย่าง 777 แต่เป็นเลขอื่นที่ทำให้เราถูกรางวัลที่ 1 ผมรู้สึกว่าชีวิตมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ