เส้นสายเสียงพิณ บนรากฐานงานดนตรีไทยสากลยุคสมัยใหม่ในจังหวะเพลงร็อครุนแรงหนักหน่วง อาจขัดแย้งกันทางความรู้สึกนึกคิด แต่เมื่อลองฟังเพลง “หลงกล” อันถูกขับร้องและบรรเลงโดยวง “จุลโหฬาร” วงดนตรีลูกอีสานอันผสมผสานเครื่องดนตรีพื้นถิ่น ทำให้รู้สึกได้ว่า เสียงพิณ เสียงแคนและเสียงขับร้องอันมีรากฐานเพลงลูกทุ่งหมอลำ เดินทางไปกับท่วงทำนองเสียงกีตาร์ของ ยั๊วะ อลงกฎ เจริญธรรม หัวหน้าวงจุลโหฬาร อย่างลงตัว

นักดนตรีพื้นถิ่นอีสานจากกาฬสินธุ์

ผมรับสารจากสิ่งแวดล้อมบ้านเกิด รับอิทธิพลเพลงจากพ่อกับแม่ พ่อของผมชอบฟังเพลงเพื่อชีวิต ส่วนแม่ของผมชอบฟังเพลงหมอลำ ชอบพาผมไปเที่ยวตามงานวัดซึ่งเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน จะมีหมอลำกลอน ลักษณะการเล่นมีเพียงแคนตัวเดียวคู่กับการขับร้อง ผมเป็นเด็กเติบโตจากบ้านนอก วัฒนธรรมแบบนี้คือเรื่องปกติในภาคอีสาน พอเริ่มเติบโตเรียนอยู่ชั้นประถม 5 ผมเริ่มลองหัดเล่นกีต้าร์ ความจริงแล้วผมชอบตีกลองมากกว่า แต่กลองราคาค่อนข้างแพง ผมจะมีโอกาสตีกลองก็เมื่อตอนมีงานเทศกาล มีรถแห่แบบล้อเข็ญ ผมก็มักจะขอโอกาสได้ตีกลองสักครั้ง นั่นคือบรรยากาศสิ่งแวดล้อมของอีสานกาฬสินธุ์

ตอนเป็นวัยรุ่นผมฟังเพลงเยอะมาก เพราะผมรู้สึกอยู่เสมอว่า ถ้ากำหนดแนวเพลงฟังมันเป็นเรื่องน่าเสียดาย บ้านเรามีเพลงเยอะมาก มีหลายแนวเพลง ผมฟังเกือบทุกแนวเพลง ฟังเพลงเพื่อชีวิต เช่น คาราบาว เพลงร็อค อย่างเช่น หินเหล็กไฟ หรือ เสือธนพล อินทฤทธิ์ ฯลฯ

ผมย้ายมาอยู่แถวมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งวงดนตรีของตนเอง แต่ก็ไม่เคยคิดจะประกอบอาชีพนักดนตรี ไม่คิดว่าอาชีพนักดนตรีจะเลี้ยงชีพได้ อาชีพหลักของผมคือขายเสื้อผ้าแถวมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตอนนั้นผมฟังเพลงใต้ดิน (Underground) เริ่มทำวงดนตรีร็อคซึ่งมีกลิ่นอายของความเป็นพื้นถิ่น หลังจากนั้น ย้ายมาอยู่จังหวัดสกลนครจึงเริ่มมีรายได้จากการเล่นดนตรี ผมเริ่ม Audition หานักร้องนำ เริ่มรู้จักกับ เกมส์ สุจิตรา โถตันคำ (นักร้องนำ) เกมส์คนเป็นมีความสามารถ เป็นนักร้องประกวด เป็นคนฟังเพลงและชอบร้องเพลงลูกทุ่ง หลังจากนั้นจึงรู้จักกับ เป้ ณัฐพงษ์ นาพงษ์ เล่นพิณและแคน

การผสมผสานดนตรีสมัยใหม่กับเครื่องดนตรีพื้นถิ่น

พวกเราผสมผสานแนวเพลงสากลสมัยใหม่กับกลิ่นอายของความเป็นพื้นถิ่น แต่ร้านอาหารหลายร้านไม่ยอมให้เราเล่นพิณกับแคน เขามองว่า เครื่องดนตรีเหล่านี้ไม่มีค่า ไม่มีราคา แต่เราก็ยังรั้นเลือกเล่นเลือกร้องอย่างที่เราเป็น เมื่อเราเล่นดนตรีด้วยกันเกือบสองปี ดนตรีของจุลโหฬารก็เริ่มลงตัว

การเล่นดนตรีในร้านอาหารจุลโหฬารจะเล่นไปเรื่อยๆ โดยไม่กำหนดว่าดนตรีจะเป็นแนวใด เล่นตามใจลูกค้า หากลวิธีการเล่นซึ่งไม่ทำให้พวกเราและลูกค้าเกิดความเบื่อหน่าย บทสรุปคือ “เล่นในแบบที่เราอยากเล่น เล่นเพลงที่ลูกค้าอยากฟัง” จนกลายเป็นจุลโหฬารอันมีลักษณะดนตรีพื้นบ้าน เราไม่อยากบิดเบือนการเล่นพื้นถิ่น ทั้งการเล่นพิณและเป่าแคน อยากให้ดนตรีของจุลโหฬารคงความเป็นพื้นถิ่นเอาไว้ บางครั้ง เราต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดสมดุลของการเล่น

หลังจากนั้น จุลโหฬารเป็นที่รู้จักมากขึ้นตอนทำคลิปวีดีโอเพลง “หลงกล” รุ่นพี่บอกให้ลองทำคลิปเพลงหลังจากนั้นก็เริ่มมีการแชร์อย่างต่อเนื่อง จุลโหฬารเริ่มเป็นที่รู้จัก มีคนติดตาม เมื่อเรานำเพลง “หนีห่าง” ของเขียนไขและวานิชมาร้องใหม่ พวกเราก็กลายเป็นวงดนตรีที่หลายคนรู้จัก

หลายครั้งมีค่ายเพลงติดต่อมา แต่เราก็ยอมรับว่าพวกเราไม่มีความพร้อม งานเพลงส่วนใหญ่แล้วจะมีรุ่นพี่ศิลปินติดต่อให้เราทำเพลงร่วมด้วย เช่น วง Clash มีตัวอย่างเพลงให้เราทดลองทำ พวกเราก็ลองปรับเปลี่ยนเพื่อให้ดนตรีลงตัวและทำให้ดนตรีมีความน่าสนใจ เมื่อนำงานส่งให้กับพี่วง Clash พวกเขาก็พอได้ได้ผลงานร่วมกันคือเพลง “ในนามแห่งความรัก” สำหรับจุลโหฬารถือเป็นการฝึกงาน เพราะตลอดชีวิตการเป็นดนตรีพวกเรามีอิสระ เราไม่เคยมองเห็นการทำงานของศิลปินนักร้องที่เป็นระบบ

การเติบโตของจุลโหฬารในอนาคต

ตลอดชีวิตการเป็นนักดนตรี ผมไม่รู้สึกถึงความสำเร็จ รู้สึกเหมือนเดินทางไปฝึกงาน ความคิดของเราตอนนั้นยังคิดว่าจุลโหฬารอาจทำให้เพลงวง Clash แย่ลงก็ได้ แต่หากถามถึงความรู้สึก ผมรู้สึกดีใจมากในการทำงานเพลงกับพี่วง Clash สำหรับเพลง “อีสานเอ้ย” ก็ถือว่าเป็นโอกาสสำหรับ เกมส์ สุจิตรา โถตันคำ (นักร้องนำ)  เพลงอีสานเอ้ยเป็นโปรเจ็กของ ปรีชา ปัดภัย ต่อมาก็เป็นเพลง “ดวงเดือน” ของ โจอี้ ภูวศิษฐ์ อนันต์พรสิริ ซึ่งจุลโหฬารมีโอกาสได้ร่วมทำเพลง

หลังจากนี้จะมีความแตกต่างในการเล่นร้านอาหารเหมือสมัยก่อนหรือไม่ ผมยังรู้สึกเหมือนเดิม ยังรู้สึกภายในตนเองอยู่เสมอว่า จุลโหฬารเป็นวงดนตรีที่ไม่ดัง พวกเรามองออกไปในแผนการทำดนตรีของปีหน้า จุลโหฬารจะทำอัลบั้มของตนเอง เป็นอัลบั้มเต็ม จะเป็นเพลงแนวไหนคงตอบไม่ได้ แต่ก็พอรู้ว่าเป็นเพลงเกี่ยวกับวิถีชีวิต เป็นเพลงให้กำลังใจ เรามีอิสระทำให้เราสามารถเล่าเรื่องอะไรก็ได้ในเพลงก็ได้ โดยไม่ต้องมีใครมาคอยบอกว่า งานของเราผ่านหรือไม่ผ่าน แต่พวกเราคิดอยู่เสมอว่ายังเป็นเด็กฝึกงานดนตรี บางครั้งเราอาจจะทำเป็นเพลงเพื่อชีวิต แต่เราก็ไม่รู้ว่าเพลงเพื่อชีวิตมันคืออะไร ผมเองก็ยังไม่อยากบอกว่าเพลงของจุลโหฬารเป็นเพลงแนวไหน ปล่อยให้คนฟังเลือกเขาเลือกกันเองดีกว่า เพราะตัวเราเองก็ไม่รู้การเล่นดนตรีของจุลโหฬารผสมผสานกันออกมาได้อย่างไร

ขอบคุณพี่ๆที่คอยดูแลเบื้องหลัง เช่น ต่ายอภิรมย์ , พี่อ้น เกิดสุข ชนบุพผา , พี่เบนซ์ พ่อเด็ดดวง พวงรักเร่ , พี่วิชา คณะสุเทพ การบันเทิง และอีกหลายท่านที่คอยสนับสนุนทางจุลโหฬารมาโดยตลอดซึ่งถือว่าทุกท่านคือครอบครัวจุลโหฬารครับ

สัมภาษณ์ กระจอกชัย