ประสงค์ ลือเมือง เขียนภาพจากใจลงในเฟรม

“ความเป็นศิลปินเกิดจากธรรมชาติภายใน มีการสะสม บ่มเพาะภายใน ผมคิดว่า ภายในของผมทำงาน เหมือนผมเวลาเจออาจารย์ ถวัลย์ ดัชนี เหมือยเขื่อนแตก ถ้าไม่แบบนั้นผมไม่ตื่นเลย สำหรับคนอื่นเขาอาจวาดรูปเป็น แต่ภายในยังไม่ได้รับการสั่งสมมา ผมมีความรู้สึกว่า มีบางอย่างที่ขาดหายภายในจิตใจของผมอยู่ตลอดเวลา ผมไม่ใช่คนขยันแต่ความรู้สึกภายในมันแรงกว่า”

ประสงค์ ลือเมือง คือศิลปินวาดภาพของประเทศไทย เขามีความมุ่งมั่นในการเป็นศิลปินตั้งแต่วันหนุ่ม ถูกฝึกให้เขียนภาพตามวิถีสล่าหรือช่างศิลป์ล้านนาโบราณ เขียนภาพตามงานฤดูหนาว เขียนโปสเตอร์ เป็นตัวแทนเขียนภาพส่งประกวด เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคัดลอกภาพเขียนและเรียนรู้วิธีเขียนภาพวาดจากผลงานของศิลปินจากหนังสือในห้องสมุด กระทั่งได้รับรางวัลงานเขียน รางวัลเหรียญทอง จิตรกรรมบัวหลวง กรุงเทพฯ ,รางวัลเหรียญเงินเกียรตินิยมอันดับสอง นิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ กรุงเทพฯ ,รางวัลยอดเยี่ยม นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัยธนาคารกสิกรไทย กรุงเทพฯ , Honorable Mention Prize, The Art Exhibition by Petroleum Authority of Thailand, Bangkok รางวัลเหรียญทองเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง นิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ กรุงเทพ

เด็กที่เติบโตในครอบครัวของสล่าช่างศิลป์

ตั้งแต่จำความได้ ผมก็มองเห็นพ่อกับแม่ซึ่งเป็นสล่าหรือช่าง ทำงานผู้รับเหมาสร้างบ้าน ทำตู้ ตั่ง เตียง หรือเฟอร์นิเจอร์ เมื่อเติบโตอายุ 7 ขวบ พ่อแม่ให้ผมอ่านหนังสือ พ่อสายตาสั้น ผมต้องอ่านตัวเลข อ่านแบบ อ่านพิมพ์เขียว ผมจึงเข้าใจแบบแปลนสร้างบ้านตั้งแต่เด็ก ถูกฝึกให้เป็นช่างตั้งแต่เด็ก สภาพแวดล้อมไม่ได้มีเพียงพ่อที่เป็นช่าง ยังมีลูกน้องของพ่อซึ่งเป็นช่าง แต่ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่า ตนเองชอบหรือไม่ชอบอะไร ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผมได้รับคัดเลือกให้ไปคัดลายมือประกวด แข่งขันระดับจังหวัด ผมรู้สึกว่าชอบและฝึกฝนจริงจัง ตอนเรียนชั้น มส.1 เพื่อนผมเขียนรูปเก่ง ผมก็เลยคัดลอกผลงานของเพื่อน เพราะผมเขียนไม่ทัน ผมก็เลยคัดลอกเขา เพื่อน เขียนเรื่องคาราเต้ เขียนเรื่องยูโด ตอนนั้นผมตื่นตาตื่นใจมากๆ

ผมเลือกเรียนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เพราะมีวิชาวาดภาพ ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะเรียนเทคโน เรียนสายอาชีพ ผมอยากเรียนศิลปะ ผมอยากเรียนที่โรงเรียนสิริกรศิลปวิทยาเพราะเป็นโรงเรียนสอนวิชาศิลปะ แต่แม่ผมบอกว่า การเรียนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ค่าเทอมไม่แพงเพราะเป็นสถานศึกษาของรัฐบาล แต่เมื่อเรียนเทคโน ผมก็ต้องเขียนแบบ ออกแบบ ผมชอบเขียนรูปมากกว่า ผมชอบอ่านหนังสือ อ่านนิยายจีนเรื่องมังกรหยก เขามีภาพประกอบ ผมก็เขียนตาม

ตอนนั้นอายุ 16 ปี เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี เดินทางมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ท่านเป็นศิลปิน ดูบ้าๆ บอๆ รุงรัง หมาเห่า ทำเสียงโหวกเหวกโวยวาย ผมคิดว่าคนนี้ใช่เลย เหมือนตัวละครในนิยายกำลังภายในจีน เหมือน จิวแป๊ะทง เฒ่าทารก เหมือนตัวละครในหนังสือและจินตนาการในความคิดของผม ถวัลย์ ดัชนี เวลาพูดเขาจะพูดแบบศิลปิน เขาเล่าว่า เขาทำงานอะไร อย่างไร เคยเดินทางไปประเทศ เคยอ่านหนังสือวิถีของเต๋าของเซ็น ผมมีพื้นฐานอยู่ก่อน ก็เลยเข้าใจง่าย ถวัลย์ ดัชนีคือตัวละครที่มีอยู่จริงในโลกของผม

หลังจากฟังบรรยายของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ผมเดินเข้าห้องสมุด ตัดสินใจจะไม่เรียนหนังสือ จะเป็นแบบอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ผมเปิดดูหนังสือสอนศิลปะ มีหนังสือเล่มหนึ่งสอดอยู่ชื่อว่า “ปรัชญาชีวิตของคาลิน ยิบราน” เมื่ออ่านก็คล้ายกับคำพูดของถวัลย์ ดัชนี ซึ่งคาลิน ยิบรานก็เป็นลูกศิษย์ของวิลเลียม เบลก (William Blake) เป็นต้นแบบของการเขียนภาของถวัลย์ ดัชนี ที่เขียนคนมีกร้ามเนื้อ ผมเหมือนอยู่ในเส้นทางเดียวกัน ผมเกิดความฮึกเฮิม มั่นใจ

วันนั้น เกือบทั้งวัน ผมมึนๆ เบลอๆ ผมคิดว่า ภายในมันแตก หลังจากนั้น เมื่อผมเข้าประกวดวาดภาพได้รางวัลศิลปินล้านนา ผมยุ่งอยู่กับการเป็นคนเก่ง กลายเป็นคนเด่นในชั้นเรียน ได้รับรางวัลติดบอร์ดโรงเรียน ช่วงหลังผมถูกให้ออก (retire) เพราะผมไม่เรียนหนังสือ ขลุกอยู่แต่ในห้องสมุด มัวแต่วาดรูป แต่ผมไม่เสียใจเพราะต่อมาผมเข้าเรียนในโรงเรียนที่ผมอยากเรียน คือ สิริกรศิลปวิทยา

คัดลอกงานเขียนภาพ เรียนรู้ ภาพวาดของศิลปิน

ผมเรียนวาดภาพที่โรงเรียนสิริกรศิลปวิทยา เป็นตัวแทนโรงเรียนเขียนรูปแสดงในงานแสดงต่างๆ ผมไม่เรียนหนังสือ ใช้เวลาส่วนใหญ่เขียนรูป เขียนตามงานฤดูหนาวที่จังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ซึ่งยุคสมัยก่อนจะมีงาน 10 วัน ถ้าไม่มีงาน ผมจะทำงานให้โรงเรียน เช่น เขียนป้ายโฆษณาโรงเรียน เขียนโปสเตอร์โรงเรียน นั่นเป็นสิ่งที่ผมถูกใจที่สุด หลังเรียนจบ ผมมีนิสัยแบบเดิม เขียนรูปอย่างเดียว ผมสอบเข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ศิลปากรมีข้อดีคือที่คณะศิลปะกรรม ช่วงก่อนสอบ 2 สัปดาห์ เขาจะเปิดติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นการติวเข้มข้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มช่างศิลป์ ผมตื่นตาตื่นใจกับการติวเข้ม การเขียนภาพเน้น คนนั่ง คนยืน เขาให้ผมเขียนจนหลับคากระดาษ ผมสอบติดเป็นตัวสำรองอันดับหนึ่ง ผมไม่รู้ว่า ประกาศรายชื่อเมื่อไหร่อย่างไร รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรส่งโทรเลขมาถึงบ้าน บอกให้ผมมอบตัวเพื่อเข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร วันที่ผมมอบตัว เพื่อนรุ่นเดียวกันประถมนิเทศน์กันแล้ว

ผมรู้สึกว่า ผมช้ากว่าคนอื่น ทำให้ผมต้องเร่ง เร่งภายใน เร่งฝึกฝีมือ ภายในมันมีสัญชาตญาณ ภายในมันเต้น รู้สึกว่าผมช้ากว่าคนอื่นอยู่เสมอ ผมรู้สึกเป็นปมด้อย ผมเลยใช้วิธีเดิมคือคัดลอกหนังสือในห้องสมุด นั่นเป็นความรู้มากที่สุดที่สะสมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะคนที่เราคัดลอกผลงานของศิลปินใหญ่ เราจะเข้าใจวิธีการวางองค์ประกอบ การใช้สีแบบไหน ผมได้ความรู้เยอะมาก เพราะยุคสมัยก่อนไม่มีสื่อโซเชียล มีแต่ดูหนังสือ เวลาเรียนในห้องเรียนดรออิ้ง ลายเส้น (Drawing) เป็นเวลาครึ่งวัน เวลาเขียนเพื่อนเขียนประมาณ 3 แผ่น ผมจะเขียนประมาณ 7-10 แผ่น มันมีงานพิเศษเขียนบนภูเขาทอง เป็นภาพเบิร์ดอายวิว ปรากฎว่าผมได้ 95

ผมชอบ จ่าง แซ่ตั้ง ,อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี , ประเทือง เอมเจริญ ผมดูงานที่ซุกซ่อนในบ้านเก่า ผมชอบแนวทางเพราะอาจารย์จ่างเขียนหนังสือเต๋า วิถีแห่งเต๋า นั่นก็เป็นแรงบันดาลใจ หลังจากนั้น หนังสือที่แปลเกี่ยวกับเซ็นก็แปลออกมาจำนวนมาก พจนา จันทรสันติ เราก็เลยกลายเป็นคนยุคนั้น ตั้งแต่ปี 2522 แล้วตอนนั้น ผมอยู่ใกล้ร้านหนังสือดอกหญ้า ผมจะอยู่กับเรื่องพวกนี้ ผมก็ชัดขึ้นมากอีก ผมชอบคำสวยๆ ในนิยายกำลังภายในจีนที่แปลโดย ว ณ เมืองลุง วิถีแห่งเต๋า ผมมีกลุ่มที่คุยกันเรื่องนี้ เรื่องคาลินยิบราน เซ็น นำบทนั้นบทนี้มาคุยกัน ผมอาจไม่เข้าอะไรลึกซึ้ง แต่ผมเข้าใจเรื่องอารมณ์ในแต่ละบท มันประณีต ทำให้มองเห็นภาพ เหมือนการฝึก

เมื่อผลคะแนนการสอบออกมา อาจารย์จะตกใจ เขาก็จะถามว่า เธอคิดอะไรแบบนี้ได้อย่างไร ผมไม่กล้าพูดกับเขามากกว่าผมไปคัดลอกแล้วนำมาปรับนิดหน่อย เพราะผมมองในทีท่าของศิลปินใหญ่ เวลาผมฟังครู ผมก็ฟังผ่านๆ เพราะตอนนั้น ผมข้ามไปไกลมาก ผมมานึก เวลาเข้าห้องเรียนผมต้องถอยไปกลับไป ผมจะพูดมากก็ไม่ได้เพราะเพื่อจะหมั่นใส้ เวลาเขาพูดมาก ภาพมันอยู่ในใจ อย่างอาจารย์บอกว่า คนเก่งวางอย่างไร เช่น ปิกัสโซ่ ภาพผลงานก็จะออกมา การแสดงตัวตนมันก็จะออกมาตอนให้คะแนน ส่วนใหญ่อาจารย์ตกใจว่า ทำไมสามารถทำได้มากว่าที่สอน เวลาเข้าห้องเรียนก็ไม่เข้า นั่นเป็นสิ่งที่เขาแปลกใจ

ในมุมมืดของเมืองหลวง จิตใจกลับแจ้งสว่างมองเห็นรายละเอียดธรรมชาติของชนบท

ตอนผมเรียนศิลปากรปี 5 ปี งานของผมมีบุคลิก กระทั่งถึงวันที่คิดว่า ผมถูกให้ออก (retire) อาจารย์ฉลูด นิ่มเสมอ บอกว่า คุณไม่ต้องมาเรียนเอางานมาส่งก็พอ ผมก็เลยรู้สึกว่า จบแล้ว เพราะไม่มีอะไรผูกพันกับห้องเรียนอีกแล้ว ผมเหมือนโดนไล่ให้ไปทำงาน ต่อมา พ.ศ. 2530 ผมได้รางวัลในลิขิตสวรรค์ บัวหลวง หลังจากนั้นผมก็ไม่ไปมหาวิทยาลัยศิลปากร เพราะผมมีงานตลอด

ตอนผมอยู่ในกรุงเทพฯ เวลาผมอยู่ในที่มืดตอนกลางคืน จิตใจของผมจะสว่าง ในจินตนาการผมจะมองเห็นรายละเอียดชนบท เหมือนตอนเด็กผมไม่สนใจ แต่เมื่อเติบโตผมกลับมองเห็นภาพของชนบทเป็นเรื่องราวที่ชัดเจนขึ้น จนเป็นหมือนข้อมูลอย่างดี

หลังจากประกวดผลงานศิลปะได้รับรางวัล ผมมีเงินเก็บจากการประกวดก้อนหนึ่ง ผมตัดสินใจกลับบ้าน เพราะผมไม่ชอบเมืองหลวงที่วุ่นวาย ภาพบ้านนอกชัดเจน สว่าง กว้างขวางมหาศาล ถ้าผมอยู่กรุงเทพมองมาบ้านนอก ผมจะมองเห็นปลา ชัดเจนในรายละเอียด ผมมีอานิสสงค์ ในช่วงเรียนเพราะผมเขียนรูปจำนวนมาก เขียนรูปขนาด 2 เมตร คืองานถนัด แล้วจะมีงานแบบนี้มาก เมื่ออายุ 25 ปี ผมได้แสดงนิทรรศกาลเดี่ยว เพราะผมได้รางวัล ผมมีภาพวาดนับร้อยชิ้น เขามองผมเป็นศิลปิน การแสดงผลงานทำให้ผมมีทุนในการทำงาน ผมจัดนิทรรศกาลแสดงผลงานศิลปะของตนเอง ปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ.2531-2535 หลังจากนั้น มีคนรอซื้อผลงาน มีคนติดตามผลงาน

ช่วงที่ผมได้รางวัล หลายคนห้าม บอกว่า ประสงค์ไม่ต้องไป ไม่มีใครอยู่บ้านนอกแล้วจะมีชื่อเสียง มีงานดี ไม่มีใครตามไป เราเพิ่งประกวดได้รางวัล แต่จิตใจผมไม่มีความต้องการตั้งแต่ก่อนที่ผมจะได้รางวัลแล้ว ผมรู้แล้วว่า แหล่งอาหาร แหล่งจิตวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์มันอยู่ที่นี่ ผมกลับไปทำงานที่บ้าน ผมกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน เป็นบ้านร้าง บ้านไม้เก่า เมื่อเดินทางถึง ผมก็เอาฝาห้องนอนออก ตากับยายก็งง เหลือแต่ฝาบ้าน บนบ้านไม่มีห้องนอน หลังจากนั้น ก็เริ่มสังสัยและตั้งคำถามผมว่า ทำไมมีคนมาเยี่ยมบ้านบ่อยครั้ง บางคนเป็นคนมั่งมี บางคนมีตำแหน่งใหญ่โต เพื่อนบ้านเริ่มดูและเริ่มไม่เข้าใจ หลังจากที่ผมมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ พ่ออุ้ยแม่อุ้ยก็เริ่มเบาใจเพราะผมเริ่มมีเงินเก็บ ผมเริ่มสร้างแกเลอรี่เพิ่มอีกหลายหลัง

ผมไม่แสดงผลงานในกรุงเทพฯ หลายปีแล้ว หลายคนเปิดแกลเลอรี่ ผมก็ช่วยเขา ผมไม่คิดว่าต้องแสดงอะไร แต่เป็นความคิดว่า ผมช่วยเขาเพราะเขาเคยช่วยผม ยิ่งในช่วงหลังลืมไปเลย ยิ่งนาน ผลงานเขียนยิ่งเอกลักษณ์หรือมีบุคลิก นักสะสมตัวจริงจะเหลือเพียง 10 คน แต่เป็นตัวจริงเหนียวแน่นเหมือนโดนจริต ยิ่งงานชิ้นใหญ่ ก็จะมีสัก 5 คน เหมือนผลงานเลือกคนตามธรรมชาติ เพราะคนที่จะสะสมผลงานของเราได้ อันดับแรก ต้องมีบ้าน ต้องเป็นคนที่มีหอศิลป์ มีพื้นที่สำหรับติดภาพ ซึ่งในช่วงที่ผ่าน คนเขียนงานก็จะเขียนไว้ในหอศิลป์ แนวคิดใหญ่ พื้นที่ใหญ่ เป็นพื้นที่จริงจัง การประดับบ้านไม่ค่อยมี

ความเป็นศิลปินเกิดจากธรรมชาติภายใน มีการสะสม บ่มเพาะภายใน ผมคิดว่า ภายในของผมทำงาน เหมือนผมเวลาเจออาจารย์ ถวัลย์ ดัชนี เหมือยเขื่อนแตก ถ้าไม่แบบนั้นผมไม่ตื่นเลย สำหรับคนอื่นเขาอาจวาดรูปเป็น แต่ภายในยังไม่ได้รับการสั่งสมมา ผมมีความรู้สึกว่า มีบางอย่างที่ขาดหายภายในจิตใจของผมอยู่ตลอดเวลา ผมไม่ใช่คนขยันแต่ความรู้สึกภายในมันแรงกว่า มันตึงๆ ตังๆ เกิดจากสัญชาติญาณภายใน เหมือนเลือดเดือด ยิ่งในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมา ยิ่งใหญ่ขึ้น งาน ไม่เคยน้อยลง เวลาครูสอนศิลปะในห้องเรียน กับการดูหนังสือ ผมสามารถตอบโต้กับหนังสือได้ชัดเจน ยิ่งเวลามองเห็นงานศิลปินใหญ่ใจมันจะเต้นตึงๆ ตังๆ มีการตอบโต้ ตอบสนอง ยิ่งเวลาชมงานนิทรรศกาลแสดงศิลปะ ใจมันฟู ไม่หลับไม่นอน

นักศึกษาพอเรียนจบก็เลิกเขียน เพราะไม่มีคะแนนให้ ไม่รู้จะส่งใคร แต่สำหรับผมไม่สนครู ครูของผมอยู่ในหนังสือ หรือเป็นงานของศิลปินใหญ่ ตอนผมถูกให้ออก (retire) ผมรู้สึกดี รู้สึกว่าไม่ต้องเป็นนักศึกษาอีกแล้ว ตอนเป็นนักศึกษา เขาให้ส่งงานสเก็ต แต่ผมส่งงานจริง ความรู้สึกไม่ได้เป็นนักศึกษาแล้ว เพื่อนยังเป็นนักศึกษา ยังตื่นสาย เวลาส่งสเก็ตผมยังต้องปลุกให้มันตื่น แต่เวลาส่งงานผมเอางานไปส่ง อาจารย์ที่ปรึกษาทราบแล้วว่า ผมไม่ใช่นักศึกษาแต่เป็นคนทำงานศิลปะจริงๆ

ผมเขียนภาพโดยไม่มีแบบ เป็นการเขียนจากความคิดถึง ตอนเรียนปี 4 ปี 5 เรียนเขียนลายไทย แต่เขียนไม่เป็น ที่เรียนเพราะผมอยากเขียนวิถีชาวบ้านไทยๆ ซึ่งพวกเขาไม่ให้ความสนใจ คนชนบทอาจซ่อนอยู่ในงานสถาปัตย์ของไทย ที่ผมเห็นอีกแบบ ผมมองเห็นขึ้เหล้า พอไม่เหมือนใคร อาจารย์ก็เลยเห็นชัด ก็เลยส่งเสริม มองเห็นว่าเรามีสายตาอีกหนึ่ง ที่ได้รางวัลเพราะเป็นภาพที่แปลก งานแปลกตา ผมเขียนทำงานต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นเรียน

เมื่อเริ่มเขียนภาพให้ลืมความคิดแต่มองเห็นภาพจากใจ

สำหรับวิถีจีน เข้ามาในความรู้สึกของผมตั้งแต่เด็ก แต่ผมถ่ายทอดไม่เป็น เมื่อเติบโตเรียนมหาวิทยาลัยตอนปี 4 ผมเริ่มเขียนพระโพธิสัตย์ มีกลิ่นอายของจีน แต่เส้นสายมันถอดจีนออกไป ลายเส้นเป็นประสงค์ ลือเมือง กระทั่งปัจจุบัน ก็ยังมีกลิ่นอายของความเป็นจีน ผมก็เริ่มแปลกใจว่า ศิลปินจีน เริ่มมาเยี่ยมเยือนที่บ้าน แต่ละครั้งมากลุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วเวลาพูดคุยก็จะคุยกันรู้เรื่องกันดี เรื่องบัดสโตก ฝีแปรง ทั้งที่คุยภาษาจีนไม่ได้ แต่สื่อสารในงานได้ ยิ่งช่วงหลังโควิดยิ่งไหลบ่า ผมใกล้ชิดศิลปินชาวจีนที่คุยอารมณ์งานร่วมกันได้

เรื่องวิถีพุทธ ช่วงที่ผมได้รางวัล ยังไม่มีเรื่องศาสนา เมื่ออายุ 25 ปี เนื้อหาเรื่องพุทธก็ติดตามมา ผมเริ่มศึกษาธรรม พิจารณาอสุภ กระดูก ลมหายใจ ซึ่งเป็นแนวทางพุทธ เนื้อหาของงานศิลปะก็เริ่มจากพระไตรปิฎก เริ่มพิจารณาจากคู่ตรงข้าม ขาวดำ หญิงชาย เนื้อหาเรื่องธรรมะแต่ไม่ได้เขียนตรงตัว แต่เขียนเรื่องของความรู้สึก ถ้าเขียนตรงตัวอาจเป็นภาพประกอบเล่าเรื่อง เหมือนภาพฝาผนังโบสต์วิหาร แต่ของผมเป็นเรื่องของอารมร์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อารมณ์ที่มองเห็นความคิดปรุงแต่ง เล่าเรื่องผ่านอารมณ์ เหมือนยิ่งเขียนก็จะยิ่งเลือนหายไป รสชาติทางศิลปะจะแสดงออกมามากว่า ยิ่งถามยิ่งตอบไม่ได้ เนื้อหากลายเป็นเรื่อง ชักนำ ชักจูง หรือชี้นำ

ผมทำงานศิลปะเป็นเวลา 36 ปี ทุก 5 ปี ก็จะเปลี่ยนรูปแบบ แต่เนื้อหาเดิม จากสีน้ำมัน เป็นสีน้ำ ดรออิ้ง มาเป็นหมึก เพราะในช่วงเวลา 5 ปี ผมอยากเห็นมุมใหม่ เหมือนกินข้าวอิ่มแล้วอยากเปลี่ยนแกง ส่วนแนวคิด เปลี่ยนไปไม่มาก แต่ถ้าผมคิดเรื่องธรรมะก็จะเป็นประมาณว่า ช่วงนี้จะเขียน ดินน้ำลมไฟ อสุภ มันจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย มองย้อนกลับไปในอดีต ผมคิดว่า ผมชัดเจนมากตั้งแต่วัยเรียน ความรู้สึกเหมือนตราตรึงในใจ ไม่หนีไปไหน แถมยังดุเดือดกว่าเดิม หลายคนถาม 60 ปี ทำงานได้แบบนี้ หลายคน 60 ปีเกษียณ ลาออกไปเลี้ยงลูก แต่งงานของผมใหญ่ขึ้น

ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ผมไม่เคยสเก็ตช์ภาพ เขียนงานวันต่อวัน เพื่อนก็เข้าใจยาก เพราะทุกคนถูกสอนให้สเก็ต การสเก็ตทำให้รู้สึกว่าทำงานผิดพลาด แต่ถ้าผมทำงานมันจะเป็นการตอบโต้เป็นคำ ยิ่งผมเจริญสติผลงานศิลปะจะออกมาเป็นวัน เหมือนการเขียนบันทึกประจำวัน วันละตารางฟุต ข้อดีของการไม่มีสเก็ตคือ ผมจะมีภาพในใจ ผมสามารถเขียนภาพยาว 3 กิโลเมตรก็ได้ ผมจะมองเป็นภาพ เช่น ถ้าผมมองภาพสีเหลี่ยม ผมจะมีเห็นตำแหน่งองค์ประกอบ แต่ถ้าสเก็ต ผมจะค่อยๆ คิด วางเป็นลำดับ 1, 2, 3 ถ้าผมเห็นจะเกิดจินตนาการ วันนี้มองเห็นแบบนี้ พรุ่งนี้อาจมองเห็นอีกแบบ ผมจะมองเห็นตอนที่ผมเขียน แต่ถ้าผมสเก็ต ผมจะต้องเขียนแบบที่ผมสเก็ตนานถึง 6-7 เดือน มันแห้งแล้ง

ภาพที่ผมมองเห็นก่อนลงมือเขียน 60 เปอร์เซ็น ผมจะเห็นเบลอๆ ภาพจะชัดขึ้นตอนที่ผมเขียน ถ้าผมทำงานหลายคน ทำไม่ได้ เพราะผมจะติดอยู่กับการสเก็ต ทำให้เกิดความกลัว ไม่กล้า ถ้าพังก็เปลี่ยน ซึ่งมันไม่มีอะไรกีดขวางกีดกั้น เลือดเนื้อภายในกาย จิตใจของผมก็เลยคึกคัก เพราะผมไม่รู้สึกผิด ผมรู้สึกอยากเขียน รู้สึกแล้วเขียน จบ ไปเป็นงาน เปรียบเทียบเหมือนคำพูดของผม พูดแล้วก็เป็นรูปออกไป คือมันฟุ้งออกมาจากใจ

ตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้ถูกฝึกให้คิด แต่ถูกฝึกให้เห็นภาพ ลืมเรื่องสมอง แต่มองเห็นภาพจากใจ ตรงตัว ใจมองเห็น ลืมความคิด มันเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรม เจริญสติภาวนา ซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบายยากหากไม่เคยฝึกเจริญสติ ความโชคดีของการทำงานเหล่านี้คือ การทำงานหนัก พิจารณาหนักๆ ฝีมือการวาดภาพของผมอาจด้อยกว่าหลายคน แต่การพิจารณาก็คือการมองอย่างถี่ถ้วนกว่าคนอื่น ในวงการเรียกกันว่า มีตาทิพย์ คือการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนกว่าคนอื่น ลึกซึ้งกว่าคนอื่น

ผลงานเข้มข้นเกิดจากความจริงใจ ไม่ผ่านแนวคิดใด ไม่ผ่านรูปแบบ

มีหลายอย่างที่ช่วยค้ำจุนผม เหมือนเดินทางไปไหนบางแห่ง สายตาคนก็จะมองผม เวลาจะทำอะไรก็ต้องตั้งใจทำ ผมอยู่กับกลุ่มศิลปินได้เพราะผมเคารพงานของเขา ยิ่งคนที่มีงานดียิ่งต้องเคารพงานของเขา ศิลปินทำอะไรก็เหมือนต้องฟังเพราะเขาเหนือกว่า มิใช่เหนือกว่าเพราะอิทธิพลทางความคิด แต่เพราะผลงานที่ทำออกมา ผมไม่ใช่คนเฮฮา แต่ผู้คนเข้ามาหาผม เพราะพวกเราคุยกันเรื่องงาน ผมรักษาความดีความงาม ผมทำงานจากกำลังภายใน คือทำงานแบบไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ

ผลงานที่เข้มข้นเกิดจากความจริงใจ มันออกมาโดยไม่ผ่านแนวคิดใด ไม่ผ่านรูปแบบ

เสียงภายนอกไม่มีอิทธิพลกับผม คนนั้นบอกว่าดี คนนี้บอกว่าไม่ดี สิ่งรอบข้างรอบตัว เสียงภายในของผมดังกว่า เพราะถ้าผมปล่อยให้เสียงภายนอกดังกว่า เสียงภายในก็เลยผ่อ มันแตกต่างกัน ส่วนความรู้สึกก็จะฟุ้งออกมาโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการอันใด หลายคนอยากแสดงบุคลิก เปรียบเทียบเหมือนเวลาทำงาน เขาบอกให้ใส่สีเขียว ความจริงผมอาจชอบสีแดง แต่ผมต้องใส่สีเขียวเพราะเสียงข้างนอกดังกว่า แต่การที่ผมมองเห็นเพื่อนแล้วอยากทำงานด้วย ก็เป็นเพราะใจผมฮึกเฮิม อยากทำ มันไม่ใช่รูปแบบ แต่มันเป็นการตอบโต้

ผมตื่นเช้าขึ้นมาเขียนรูป เขียนรูปได้มากได้น้อยไม่เป็นไร แต่ทำให้เป็นนิสัยสันดาน เพราะหัวใจกับมือต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอด สองส่วนที่ควบคู่กันมาตั้งแต่ต้น คือ 1 ผมทำงานถ่ายทอดเป็นธรรมชาติ 2 ผมมีความละเอียดเรื่องการพิจารณา เพราะผมปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ผมก็เลยมองเห็นหลายมุมที่ลึกซึ้งกว่าคนปกติที่ไม่ได้พิจารณา ที่จะช่วยให้สมบูรณ์แบบ ผมสังเกตว่า ศิลปินจะอยู่ด้านปุถุชน สุดโต่ง กินเหล้าเมายา แต่ผมอยู่ในทางธรรม ธรรมะช่วยกล่อมเกลาจิตใจ ซึ่งแตกต่างจากคนอื่น

สูตรของการเรียนศิลปะ เรียนจบศิลปากรแล้วก็เรียนต่อเมืองนอก เพื่อหาความรู้ใหม่ ได้เห็นของจริงในต่างประเทศ สำหรับนักสะสมก็คงดูดี คงจะมีความเชื่ออยู่ว่า งานจะดีขึ้น งานจะมีความร่วมสมัยมากขึ้น เมื่อมาถึงผมข้ามไปหมด อย่างการที่ผมชอบ จ่าง แซ่ตั้ง, ถวัลย์ ดัชนี ,ประเทือง เอมเจริญ เมื่อเห็นงานผมจะรู้และเข้าใจในงานของเขา ศิลปะเอเชียเป็นเรื่องนุ่มเนียนกว่า ต่างประเทศ ชัดเจน เรื่องความเป็นปุถุชน แสดงออกผ่านฝีแปรง จัดจ้าน ไม่สนใจ แต่เอเชียนุ่มละมุน ประณีต บรรจง ไม่มีเสียงดังโหวกเหวกแบบศิลปะตะวันตก ตะวันตกดิบแบบสุดขั้ว ส่วนเอเชียอาจดิบเหมือนกันแต่ยังมีความเป็นช่าง มีสุนทรีย์ ถ้าเปรียบเทียบตะวันตกและตะวันออก ตะวันตกจะชัด ความมีเลือดมีเนื้อ ปุถุชน ชัดเจนมาก

ผมเคยดูเบียนนาเล่ที่เยอรมัน เมื่อ 20 ปีก่อน เป็นงานกลางแจ้ง เป็นการแสดงความคิด แต่ผมมองในแง่มุมของคนวาดภาพ ผมไม่ถูกใจเท่าใด เพราะส่วนใหญ่เป็นงานกลางแจ้ง มาไวไปไว พอมาถึงเชียงรายก็ยังเป็นประมาณนั้น เพราะว่า ผมยังอยู่กับอารมณ์แบบคนเขียนภาพ แต่เบียนนาเล่ไม่ใช่งานวาดเขียน เบียนนาเล่เป็นการแสดงออกแนวความคิด คิดใหม่ ทำใหม่ ไปไว้ แต่ถ้าเป็นงานรูปเขียน ผมพูด 7 วัน 7 คืน แต่เป็นเริ่งที่ดีนะครับ เพราะคนที่ทำงานศิลปะ หรือชอบงานศิลปะ ก็จะได้เงินมุมมองและเกิดข้อเปรียบเทียบ แสดงออกแบบชัดเจน แต่ในงานรูปเขียนยังซ่อนอารมณ์ในผลงาน ซ่อนในเส้นสีน้ำหนัก แต่ถ้าได้ดูเบียนนาเล่ ผมจะได้เรื่องแนวคิดในการที่จะช่วยมาเสริมมาสร้าง