ทุ่งลอแห่งความทรงจำ : อาจารย์แก้ว จันธิมา (2492)

“ก่อนหน้านี้เราขายข้าวให้กับพ่อค้าภาคกลาง พวกเขารับซื้อและขายต่อให้กับพ่อค้ารายใหญ่เพื่อส่งออกต่างประเทศ สมัยก่อนมีระบบรับจำนำข้าว ระบบประกันราคาข้าว แต่ปัจจุบันตลาดต่างประเทศปิด เราขายข้าวให้กับพ่อค้าเพื่อนำข้าวเข้าโรงสีบรรจุใส่ถุงแล้วส่งกลับมาขายยังบ้านเรา คนบ้านเรากินข้าวภาคกลาง ถ้าเรายังทำแบบเดิมคงมีสภาพย่ำแย่กว่าเดิมแน่นอน ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง สมัยก่อนเราเป็นประเทศส่งออกข้าว มีระบบรับจำนำ ระบบประกันราคาข้าว เดี๋ยวนี้ไม่มี เมื่อส่งออกข้าวไม่ได้ ข้าวที่เหลือก็คืออาหารสัตว์เพราะต่างประเทศอย่างเวียดนามเขาครองตลาดผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนประเทศเพื่อบ้าน เช่น ลาว พม่า เขมร เราอาจมองว่าเขาล้าหลังประเทศไทย 20-30 ปี แต่อย่าลืมว่า ผลผลิตการเกษตรของเขาเป็นระบบเกษตรอินทรีย์จริงๆ ไม่มีสารพิษตกค้าง”

อาจารย์แก้ว จันทิมา อดีตอาจารย์สอนวิชาเกษตร โรงเรียนบ้านสักทุ่ง ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา เป็นลูกชาวนาทุ่งลอต้องเดินเท้าผ่านทุ่งลอเพื่อเรียนหนังสือที่อำเภอเชียงคำเป็นระยะทางกว่า 25 กิโลเมตร ในห้วงความทรงจำถึงภาพความหลังแห่งการเปลี่ยนแปลงในทุ่งลอ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2495 ยุคบุกเบิกป่าเป็นทุ่งนาด้วยแรงงานคน พ.ศ.2500 ยุคเครื่องจักรบุกเบิกของกำนันเชียรชัย วงศ์ใหญ่ พ.ศ.2510 ยุคอพอลโล่ยุคเทคโนโลยีและเครื่องจักรการเกษตร พ.ศ.2540 ยุครุ่งเรื่องของชาวนายุคปลูกข้าวส่งออกต่างประเทศ พ.ศ.2546 ยุคสารเคมีและยากำจัดศัตรูพืช จนถึงยุคปัจจุบันที่ราคาข้าวตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ชาวนา หางมองบนเส้นแห่งเวลา (Time line) จะทำให้เรามองเห็นจุดกำเนิดเติบโตตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและจะทำให้มองเห็นอนาคตของชาวนาทุ่งลอ

ทุ่งลอ พ.ศ.2495- 2507 ยุคบุกเบิกของชาวนา

“ทุ่งลอ” พ.ศ.2495 คือป่าละเมาะมีผืนนาปลูกข้าวเนื้อที่ไม่กี่ร้อยไร่ มองออกไปยังภูเขาทางทิศตะวันตก มีการเพาะปลูกข้าวไร่เพียงไม่กี่แปลง ลักษณะการทำข้าวไร่ก็เหมือนกับการปลูกข้าวโพด คือขุดหลุมนำเมล็ดข้าวหยอดลงในหลุ่มแล้วใช้ดินกลบ หลังจากนั้นรอฝน ส่วนการทำนาบนพื้นราบก็เหมือนการทำนาปัจจุบัน มีการปล่อยน้ำเข้าแปลงนา ใช้ควายไถปงหรือไถโคลนแล้วหว่านเมล็ดข้าว ส่วนผืนนาที่เพิ่งบุกเบิกจะใช้วิธีไถผงหรือการไถนาโดยไม่มีน้ำแล้วหว่านเมล็ดไถกลบแล้วรอฝน การบุกเบิกไร่นายุคสมัยก่อนเขาใช้เครื่องจักร์ รถแทรกเตอร์ถูกสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ยี่ห้อ Ford ยี่ห้อ Ferguson ส่วนพื้นที่ป่าที่ไม่รกชัฏจะบุกเบิกด้วยจอบเสียมหรือจ้างคนบุกเบิกคิดค่าแรงไร่ละ 100 บาท

คนทุ่งลอสมัยก่อนทำนาได้ข้าวเอาไว้กิน พ.ศ.2500 บ้านเมืองกันดาร ถนนหนทางไม่มี การเดินนทางต้องเดินด้วยเท้าถ้าโชคดีก็ได้นั่งเกวียน บ้านเกิดลุงอยู่บ้านสักทุ่ง ตำบลลอ อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย (บ้านสักทุ่ง ตำบลหสงศ์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา ปัจจุบัน ) ต้องเดินเท้าไปเรียนหนังสือชั้น ป.5 โรงเรียนปิยมิตร อำเภอเชียงคำ เดินผ่านทุ่งลอสู่ทิศตะวันออกถึงอำเภอเชียงคำ ทุ่งลอยุคสมัยก่อนเป็นป่าละเมาะ ต้นไม้ใหญ่ถูกตัดโค่นเหลือเพียงตอ เมื่อเดินเท้าถึงแม่น้ำอิงฤดูแล้งจะเดินข้าม ส่วนฤดูฝนก็จะนั่งเรือ ลุงมักจะแวะหมู่บ้านชาวลื้อซึ่งอยู่ใกล้กับน้ำอิง (บริเวณหมู่บ้านปางมดแดงในปัจจุบัน) ตอนนั้นเริ่มมีการบุกเบิกป่าโดยใช้รถแทรกเตอร์ คนที่บุกเบิกทุ่งลอมากที่สุดคือ กำนันเชียรชัย วงศ์ใหญ่ เพราะกำนันมีเครื่องจักรจำนวนหลายคัน เวลาเดินทางผ่านเราจะมองเห็นเครื่องจักรเครื่องยนต์ตะกุยตะกายบุกเบิกพื้นที่อยู่เสมอ

พ.ศ.2507 คนอีสานอพยพหนีภัยแล้งมาตั้งรกรากอยู่บริเวณหมู่บ้านปางมดแดง ส่วนคนชาวลื้อก็อพยพมาอยู่บริเวณบ้านสันป่าเหียง หรือบริเวณบ้านสักทอง ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา จนถึงปัจจุบัน การอพยพย้ายถิ่นของคนอีสาน นำมาซึ่งการขยายตัวทางเศรษกิจ มีการตั้งโรงเรียน ตชด.5 มีการค้าขาย คนภาคเหนือเริ่มคุ้นเคยกับวัฒนธรรมคนอีสาน เช่น ประเพณีบุญบั้งไฟ ,การแสดงดนตรีหมอลำอันมีคุณลักษณะของวัฒนธรรมที่สนุกสนาน นั่นคือความทรงจำของลุงสมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนปิยมิตร

สายพันธ์ข้าว สายพันธุ์คนทุ่งลอ

คนทุ่งลอยุคสมัยก่อนปลูกข้าวเพียงไม่กี่สายพันธุ์ เริ่มจากข้าวนวลจันทร์ ข้าวกำผาย ข้าวเหนียวหอมพม่า ข้าวยุคสมัยก่อนเหนียวเม็ดใหญ่เหนียวติดมือ ต่อมาก็มีคนนำพันธุ์ข้าวเหนียวหอมพม่ามาปลูก ข้าวเหนียวหอมพม่ามีเม็ดเล็กกว่าแต่มีกลิ่นหอมมาก เมื่อปลดไหข้าวนึ่งเราจะได้กลิ่นข้าวเหนียวสุกหอมฟุ้งในห้องครัว คนสมัยก่อนเขาทำนาเก็บข้าวไว้กิน แต่ละครอบครัวเขาจะมียุ่งฉางหรือเล้าข้าวสำหรับเก็บข้าว มีการค้าการขายข้าวบ้างในช่วง พ.ศ.2500 มีคนขี่เกวียนเดินทางเข้าหมู่บ้านสอบถามขอซื้อข้าวเหนียว ภายหลังถนนหนทางเข้าถึงหมู่บ้าน จึงมีกลุ่มพ่อค้าจากเชียงราย อำเภอพาน อำเภอเทิง เข้ามารับซื้อข้าว พวกเขามีรถบันทุกหกล้อ รถสิบล้อ ตอนนั้นคนทุ่งลอเริ่มปลูกข้าวจ้าวข้าวหอมมะลิขายให้กับพ่อค้ารับซื้อ

วัฒนธรรมการทำนา ยังคงมีลักษณะของการลงแขกหรือเอามือ ชาวนาสมัยก่อนเขาลงแขกหรือเอามือเพียงครึ่งวัน ทำงานช่วงเช้า ทานข้าวกลางวัน เสร็จงานแยกย้ายกลับบ้าน คนที่ต้องทำงานทั้งวันก็คือลูกจ้างแรงงาน ซึ่งนายจ้างจ่ายค่าตอบแทนด้วยผลผลิต แรงงานชายค่าจ้างฤดูกาลละ 200 ถัง ส่วนแรงงานหญิงค่าจ้างฤดูกาลละ 150 ถัง ค่าเช่าควายนาฤดูกาลละ 100 ถัง หรือเงิน 300 บาท ลูกจ้างทำนาสมัยก่อนทำงานดีมาก คันนาแทบไม่มีหญ้าขึ้น ไม่มีน้ำรั่วในนาแต่ละแปลง ตอนเด็ก ลุงจะตื่นแต่เช้ามืดเพื่ออ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ ฤดูเพาะปลูก ยามเช้าเราจะได้ยินเสียงย่ำเท้าของลูกจ้างเดินออกไปทำงาน ฤดูเก็บเกี่ยวช่วงหัวค่ำมองออกไปยังท้องฟ้าทุ่งลอยังคงสว่าง กองไฟถูกจุดให้แสงสว่าง ชาวนาจะนวดต้นข้าวด้วยแรงงานคน (บุบข้าว) แล้วโยนฟางที่เหลือจากการนวดข้าวลงกองไฟเป็นเชื้อเพลิงให้แสงสว่าง

เทคโนโลยีเกษตรจากญี่ปุ่น

ฤดูปลูกข้าว ยุคสมัยก่อนเราใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว ฤดูกาลโบราณเที่ยงตรง ทุ่งลอมีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็ก เช่น สระน้ำ บวกควาย มีการสร้างอ่างกักเก็บน้ำโรงเรียนบ้านสักทุ่ง อ่างกักเก็บน้ำบ้านสักลอ เขื่อนห้วยป่าเมี่ยง สวนบ่อน้ำการเกษตรในทุ่งลอเพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงหลัก เรารับอิทธิพลจากชาวนาอำเภอป่าแดด เชียงราย ช่วงแรกมีการจ้างผู้ชำนาญมาตอกบ่อน้ำ หลังจากนั้นเราก็เริ่มเรียนรู้และตอกบ่อน้ำกันเอง การสูบน้ำเราจะใช้เครื่องยนต์รถไถเพื่อการเกษตร (อีต๊อก) ขนาด 8-10 แรง ดึงปั่นเครื่องสูบน้ำใช้เวลาประมาณ 3 วัน น้ำจึงเต็มนา 10 ไร่

การตอกน้ำบ่อ (บ่อบาดาล) เป็นผลพวงจากยุคอพอลโล่ (2510) ยุคที่มนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ การเกษตรผู้ปลูกข้าวเริ่มใช้รถไถเดินตามยี่ห้อคูโบต้าหรือยันมาร์ 7-10 แรงม้า ทดแทนแรงงานสัตว์วัวควาย เริ่มใช้รถไถสีล้อเล็กแบบนั่งขับ 20-30 แรงม้า มาทำการเกษตร เทคโนโลยีการเกษตรเข้าสู่ทุ่งลอพร้อมกับรถจักรยานยนต์ 50 ซีซี จากประเทศญี่ปุ่น

บ่อน้ำเพื่อการเกษตรถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก ชาวนาสามารถทำนาโดยไม่ต้องรอฤดูฝน ช่วงหลังฝนเริ่มไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวนาสูบน้ำเข้านาแล้วเริ่มไถหว่านจนต้นข้าวเติบโต เมื่อฝนตกน้ำจะไม่ท่วมต้นข้าว เมื่อใส่ปุ๋ยข้าวจะงามเติบโตอย่างรวดเร็ว ยุคนั้นชาวนาใช้ปุ๋ย 16-20-0 และปุ๋ยน้ำตาลและแอมโมเนียซันเฟต จนเมื่อมีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้บอกว่าดินทุ่งลอเป็นดินระหว่างภูเขา ปุ๋ยที่เหมาะสมคือปุ๋ยสูตร 15-15-15 เราถึงเริ่มใข้ปุ๋ยสูตรอื่น แต่ชาวนาก็ยังไม่เคยใช้ยาฆ่าแมลงในแปลงนาข้าว พ.ศ.2540 เป็นยุคทองของการทำนา พื้นที่ป่าทั้งหมดถูกบุกเบิกกลายเป็นทุ่ง ชาวนาได้ผลผลิตข้าวจ้าวเหลืองน้ำหนักมาก ปริมาณมาก 50-60 ถังต่อไร่

เกษตรกรรมยุคสมัยก่อนไม่ค่อยมีโรค ไม่ค่อยมีศัตรูพืช แต่ภายหลัง พ.ศ.2546 ทั้งโรคและศัตรูพืชมีมากขึ้นชาวนาทุ่งลอจึงเริ่มใช้ยาฆ่าแมลงและยากำจัดศัตรูพืช สมัยก่อนบ้านเรามีปูนาจำนวนมาก ช่วงฤดูฝนชาวบ้านมักจะเก็บปูจากไร่นามาทำน้ำปู เดียวนี้ปูเริ่มหายากขึ้นเพราะเราใช้ยาฆ่าแมลง สังเกตเวลาใช้ยาฆ่าปู วันรุ่งขึ้นสัตว์อื่นตายตาม ทั้งปลาไหลปลาหลีมสัตว์เล็กสัตว์น้อย ส่วนคนก็สะสมสารพิษสู่ร่างกาย เราคิดไม่ถึง ไม่คิดว่าการกระทำของเรามันจะเบียดเบียนธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม

เคมีสู่เกษตรอินทรีย์สมัยใหม่

ดร.มิซาบุโร ทานิกุจิ ย้ายมาอยู่ทุ่งลอ พ.ศ.2534 เขาสร้างฟาร์มทำการเกษตร ให้ทุนการศึกษากับนักเรียน ให้ทุนปลูกต้นไม้ ทุนดูแลต้นไม้ จัดซื้อกล้าต้นสักมาให้นักเรียนปลูกแล้วให้งบประมาณดูแล เขาเป็นคนใจดีมากๆ เรามองเขาเป็นคนช่วยเหลือ ชาวบ้านทุกคนรู้ว่าเขามาในนามมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ยามเมื่อเสียชีวิตที่ดินก็กลายเป็นมรดกให้กับของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นั่นเป็นยุคเริ่มต้นของเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรหลายคนค้นหาพันธุ์ข้าวทางเลือกตามกระแสรักสุขภาพ แต่เมื่อปลูกข้าวทางเลือกเกษตรกรก็พบว่า ตลาดรับซื้อยังไม่โต ปลูกข้าวไรส์เบอรี่และพันธุ์ข้าวชนิดอื่นได้ผลผลิตดีแต่กลับไม่มีตลาดรองรับผลผลิต

ก่อนหน้านี้เราขายข้าวให้กับพ่อค้าภาคกลาง พวกเขารับซื้อและขายต่อให้กับพ่อค้ารายใหญ่เพื่อส่งออกต่างประเทศ สมัยก่อนมีระบบรับจำนำข้าว ระบบประกันราคาข้าว แต่ปัจจุบันตลาดต่างประเทศปิด เราขายข้าวให้กับพ่อค้าเพื่อนำข้าวเข้าโรงสีบรรจุใส่ถุงแล้วส่งกลับมาขายยังบ้านเรา คนบ้านเรากินข้าวภาคกลาง ถ้าเรายังทำแบบเดิมคงมีสภาพย่ำแย่กว่าเดิมแน่นอน ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง สมัยก่อนเราเป็นประเทศส่งออกข้าว มีระบบรับจำนำ ระบบประกันราคาข้าว เดี๋ยวนี้ไม่มี เมื่อส่งออกข้าวไม่ได้ ข้าวที่เหลือก็คืออาหารสัตว์เพราะต่างประเทศอย่างเวียดนามเขาครองตลาดผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนประเทศเพื่อบ้าน เช่น ลาว พม่า เขมร เราอาจมองว่าเขาล้าหลังประเทศไทย 20-30 ปี แต่อย่าลืมว่า ผลผลิตการเกษตรของเขาเป็นระบบเกษตรอินทรีย์จริงๆ ไม่มีสารพิษตกค้าง ส่วนเมล็ดข้าวของเขามีคุณภาพ

ปัจจุบันนี้ ชาวนาทุ่งลอปลูกข้าวสองแบบ แบบแรกคือปลูกข้าวเพื่อจำหน่าย แบบที่สองคือปลูกข้าวเพื่อรับประทาน การปลูกข้าวเพื่อรับประทานแม้จะมีการใช้ปุ๋ยเคมีบ้างแต่ก็ใช้ในปริมาณน้อย ยาฆ่าแมลงแทบไม่มี เราทานข้าวทุ่งลอก็ถือว่าปลอดภัยกว่าซื้อข้าวจากที่อื่น เพราะเราไม่รู้ว่าเกษตรกรที่อื่นเขาใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงหรือไม่ ใช้จำนวนเท่าใด หากเราอยากปลอดภัย หรืออยากให้ข้าวเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ เราต้องค่อยเป็นค่อยไป ค่อยเปลี่ยนแปลง ค่อยเปลี่ยนแนวคิด เริ่มรวมกลุ่มเป็นเกษตรกรแปลงใหญ่

ตอนนี้อายุเฉลี่ยชาวนาททุ่งลอคือ 60 ปี เด็กรุ่นใหม่หลายคนกลับบ้านมาทำนาทำการเกษตร ลองสังเกต บางคนลางานออกโรงงานมาทำนา มาทำสวนเกษตรผสมพื้นที่ 2 ไร่ มีรายได้นับหมื่นนับแสน คนประสบความสำเร็จคือคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศหรือต่างเมือง บางคนเรียนรู้การเกษตรจากญี่ปุ่น ความคิดของคนรุ่นใหม่ด้านเกษตรกรเปลี่ยนไปแล้ว ลุงมองเห็นคนรุ่นใหม่ เลี้ยงวัว เลี้ยงแพะ ทำสวนเกษตรผสมผสาน ทำงานอย่างอื่นประกอบ พวกเขาถึงประสบความสำเร็จ